วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

นโยบายและการวางแผนการศึกษา
การวางแผนการศึกษา เป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งของผู้บริหารการศึกษาทุกระดับ เนื่องจากการวางแผนเป็นขั้นตอนแรกที่จะต้องดำเนินการก่อนสิ่งอื่น ๆ ทั้งสิ้น มิฉะนั้นแล้วผู้บริหารจะไม่มีกรอบ หรือเค้าโครงการดำเนินงานที่ต่อเนื่องและสัมพันธ์กัน หรือกล่าวได้ว่า ไม่มีคู่มือที่ใช้กำกับควบคุมการดำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ การวางแผนการศึกษาจึงสำคัญยิ่งต่อการบริหารจัดการศึกษาให้ประสบความสำเร็จ ที่ควรเกิดจากผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายร่วมกันวางแผนอย่างเป็นกระบวนการ โดยอาศัยการรวบรวมข้อมูลสารสนเทศ การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของการจัดการศึกษา การกำหนดวัตถุประสงค์ การจัดทำแผน การจัดทำรายละเอียดของแผน การนำแผนไปปฏิบัติ การติดตามประเมินผล การวางแผนการศึกษา ให้ประสบความสำเร็จ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองฯลฯ เป็นไปตามความต้องการและบรรลุเป้าหมายของหน่วยงานการคึกษาแต่ละระดับ จำเป็นต้องศึกษา วิเคราะห์พิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายการศึกษา แผนพัฒนาฯ นโยบายทางการศึกษา ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาโดยตรงมี 2 มาตรา คือ 1.1 มาตรา 43 บุคคลย่อมมีสิทธิ์เสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย … 1.2 มาตรา 81 รัฐต้องจัดการศึกษา อบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษา อบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคม … จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ นั่นก็คือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษามี 2 มาตรา คือ 2.1 มาตรา 49 บุคคลย่อมมีสิทธิ์เสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย … 2.2 มาตรา 50 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ… 3. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 3.1 มาตรา 33 สภาการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมแห่งชาติ มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาของชาติ นโยบายและแผนด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม… จาก พรบ. 2542 มาตรา 33 ทำให้เกิดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาของชาติขึ้นมาใช้ในการบริหารจัดการศึกษาของไทย 3.2 มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อ พัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 3.3 มาตรา 7 ในกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับ การเมือง การปกครอง ในระบอบปชต. K และส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ… 3.4 มาตรา 8 การจัดการศึกษาให้ยึหลัก 1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน 2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง 3.4 มาตรา 10 การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย … เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายและหลักการของการศึกษา จึงกำหนดแนวการจัดการศึกษาในมาตรา22-30 ซึ่งอยู่ในหมวด 4 ของ พรบ. ซึ่งถือเป็นหัวใจของ พรบ.ในการที่จะจัดการศึกษาให้ประสบความสำเร็จ บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ 3.5 มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ 3. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 11 พ.ศ. 2555 – 2559 สศช. ได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของงภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ และทิศทางการพัฒนาประเทศ เห็นพ้องร่วมกันน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญา นำทางในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งให้เกิดภูมิคุ้มกันและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการพัฒนาสู่ความสมดุลและยั่งยืน เตรียมความพร้อม คน สังคม และระบบเศรษฐกิจให้สามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและสังคมให้มีคุณภาพ มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร รวมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์บนพื้นฐานการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4. แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2552 – 2559 สาระสำคัญของแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 — 2559) แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับเดิม (พ.ศ. 2545 — 2559) นั้น เป็นแผนระยะยาวที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จึงเห็นควรให้คงปรัชญาหลัก เจตนารมณ์ และวัตถุประสงค์ของแผนฉบับเดิมไว้ แล้วปรับปรุงในส่วนของนโยบายเป้าหมาย และกรอบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ ปรัชญาหลักและกรอบแนวคิด การจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 — 2559) ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยึดทางสายกลางอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลพอดี รู้จักพอประมาณ อย่างมีเหตุผล มีความรอบรู้เท่าทันโลก เพื่อมุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย เกิดการบูรณาการแบบองค์รวมที่ยึด “คน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมี “ดุลยภาพ” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม เป็นแผนที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬากับการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาการศึกษากับการพัฒนาด้านต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นต้น โดยคำนึงถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เจตนารมณ์ของแผน แผนการศึกษาแห่งชาติมีเจตนารมณ์เพื่อมุ่ง (1) พัฒนาชีวิตให้เป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข” (2) พัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีความเข้มแข็งและมีดุลยภาพใน 3 ด้าน คือ เป็นสังคมคุณภาพ สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ และสังคมสมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน วัตถุประสงค์ของแผน เพื่อให้บรรลุตามปรัชญาหลักและเจตนารมณ์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 — 2559) จึงกำหนดวัตถุประสงค์ของแผนฯ ที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้ 1. พัฒนาคนอย่างรอบด้านและสมดุลเพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนา 2. เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ 3. เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน และสร้างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ แนวนโยบาย เป้าหมาย และกรอบการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสามประการดังกล่าว ประกอบกับการคำนึงถึงทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคตที่เน้นการใช้ความรู้เป็นฐานของการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประชากร สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้กำหนดแนวนโยบายในแต่ละวัตถุประสงค์ ดังนี้ วัตถุประสงค์ 1 พัฒนาคนอย่างรอบด้าน และสมดุล เพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนาแนวนโยบาย 1.1 พัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ในทุกระดับและประเภทการศึกษา 1.2 ปลูกฝังและเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม มีจิตสำนึกและมีความภูมิใจในความเป็นไทย มีระเบียบวินัย มีจิตสาธารณะ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และรังเกียจการทุจริต ต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง 1.3 เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิตได้มีโอกาสเข้าถึงบริการการศึกษาและการเรียนรู้ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ ยากจน อยู่ในท้องถิ่นห่างไกล ทุรกันดาร 1.4 ผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน และร่วมมือกับนานาประเทศ 1.5 พัฒนามาตรฐานและระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ทั้งระบบประกันคุณภาพภายในและระบบการประกันคุณภาพภายนอก 1.6 ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานมีคุณธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี วัตถุประสงค์ 2 สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ แนวนโยบาย 2.1 ส่งเสริมการจัดการศึกษา อบรม และเรียนรู้ของสถาบันศาสนา และสถาบันทางสังคมทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย 2.2 ส่งเสริมสนับสนุนเครือข่ายภูมิปัญญา และการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม พลศึกษา กีฬาเป็นวิถีชีวิตอย่างมีคุณภาพและตลอดชีวิต 2.3 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา พัฒนาระบบบริหารจัดการความรู้ และสร้างกลไกการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ วัตถุประสงค์ 3 พัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคม เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน และสร้างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ แนวนโยบาย 3.1 พัฒนาและนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพ เพิ่มโอกาสทางการศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3.2 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ โดยเร่งรัดกระจายอำนาจการบริหารและจัดการศึกษาไปสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3.3 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ประชาชน ประชาสังคม และทุกภาคส่วนของสังคมในการบริหารจัดการศึกษา และสนับสนุนส่งเสริมการศึกษา 3.4 ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ และการลงทุนเพื่อการศึกษา ตลอดจนบริหารจัดการ และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 3.5 ส่งเสริมความร่วมมือระหว่าประเทศด้านการศึกษา พัฒนาความเป็นสากลของการศึกษา เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ขณะเดียวกันสามารถอยู่ร่วมกันกับพลโลกอย่างสันติสุข มีการพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกัน ขั้นตอนการทำแผนกลยุทธ์(แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2555-2558) 1. รวบรวมข้อมูลสารสนเทศ แหล่งข้อมูลสารสนเทศที่นำมาใช้ประกอบการจัดทำแผนฯ มี รธน. พรบ.การศึกษา แผนการศึกษาแห่งชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายทางการศึกษาของรัฐบาล แผนสพฐ. ยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา การวิจัย แนวคิดทฤษฎี SBM รายงานผลการประเมินตนเองSAR รายงานผลการประเมินภายนอก 2. วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโรงเรียน ด้วยเทคนิค SWOT ภายใน 2S โครงสร้าง และ การให้บริการ 4M อ่อน – แข็ง ภายนอก STEP สังคม เทคโน เศรษฐกิจ การเมือง โอกาส(เอื้อ) -อุปสรรค 3. การประเมินสถานภาพของโรงเรียน ว่าอยู่ในจุด/ตำแหน่งใด เอื้อและแข็ง ตำแหน่ง ดาว เอื้อแต่อ่อน ตำแหน่ง เครื่องหมายคำถาม ไม่เอื้อแต่แข็ง ตำแหน่ง วัวแม่ลูกอ่อน ไม่เอื้อและอ่อน ตำแหน่ง หรือสุนัขจนตรอก 4. การจัดวางทิศทางของโรงเรียน กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และ เป้าประสงค์ 5. การกำหนดกลยุทธ์ของโรงเรียน กำหนดกลยุทธ์(นโยบาย)จะถูกกำหนดเป็นแผนงาน ให้สอดคล้องกับพันธกิจ มีกลยุทธ์ระดับองค์กร(หน่วยงาน) ระดับแผนงาน และระดับโครงการ (แต่ละแผนงานก็จะกำหนดโครงการมารองรับ) การเลือกกลยุทธ์ให้เลือกใช้ตามสถานภาพ เช่น เอื้อและแข็ง ใช้กลยุทธ์สร้างความเจริญเติบโต ขยาย พัฒนา ส่งเสริม เอื้อแต่อ่อน ใช้กลยุทธ์ความถนัด เร่งรัด ปรับปรุงกระบวนท่าแก้ไขจุดอ่อนถายใน ส่งเสริมพร้อมรับโอกาส ไม่เอื้อแต่แข็ง ใช้กลยุทธ์รักษาเสถียรภาพ การปรับปรุงกิจกรรมที่ดำเนินอยู่ ชะลอเพื่อรอโอกาสและจังหวะ ไม่เอื้อและอ่อน ใช้กลยุทธ์ การตัดทอน ยกเลิก ยุบ ควบกิจการ หลบภัยอุปสรรค รีบแก้ไขปัญหาภายใน เป็นต้น 6. การดำเนินการ/ปฏิบัติตามแผน เป็นการปฏิบัติงานตามโครงการที่จัดทำซึ่งถือเป็นการดำเนินงานให้บรรลุตามแผนงาน ตามกลยุทธ์ของโรงเรียน 7. การติดตามประเมินผล รายงานผลการปฏิบัติงาน การติดตามประเมินผลโครงการถือเป็นการติดตามผลการดำเนินงานให้บรรลุตามแผนงาน ตามกลยุทธ์ของโรงเรียน เพราะโครงการเป็นสื่อ/เครื่องมือของการปฏิบัติงานตามแผนงานหรือตามกลยุทธ์ของโรงเรียนนั่นเอง โรงเรียนจะประเมินโครงการ แล้วจัดทำรายงานผลการประเมินโครงการ ตัวอย่าง โรงเรียนวัดท่ายาง เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอน 3 ระดับ (อนุบาล ประถมและ ม.ต้น) มีนักเรียน 819 คน บุคลากร ครู 46 คน (ผบ. 3 คน ครู40 ลูกจ้างประจำ 1 ลูกจ้างชั่วคราว 2) เป็นโรงเรียนแกนนำการทำวิจัยในชั้นเรียน ปฐมวัยต้นแบบประจำอำเภอ โรงเรียนผู้นำการเปลี่ยนแปลง โรงเรียนระบบดีโรงเรียนมีคุณภาพ ต้นแบบโรงเรียนดีใกล้บ้าน(ในฝัน รุ่น 2) และ เป็นโรงเรียนแกนนำการใช้หลักสูตร แกนกลางฯ 2551 บริหารจัดการสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน(SBM) ใช้แหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ มาประกอบการจัดทำแผนฯ เช่น รธน. พรบ.การศึกษา แผนการศึกษาแห่งชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายทางการศึกษาของรัฐบาล แผนสพฐ. ยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา การวิจัย หลักสูตรแกนกลางฯ2551 แนวคิดทฤษฎี SBM รายงานผลการประเมินตนเองSAR รายงานผลการประเมินภายนอก ปรากฏผลดังนี้ 1. โรงเรียนบริหารจัดการสอดคล้องตามกฎหมาย นโยบายการศึกษาที่เกี่ยวข้อง แผนพัฒนาฯ หลักสูตรแกนกลางฯ2551 2. โครงการในปีที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จทุกโครงการ ยกเว้นกิจกรรมการยกผลสัมฤทธิ์ และกิจกรรมการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาจัดการเรียนการสอน ยังควรพัฒนาให้สูงขึ้น 3. กิจกรรม/โครงการดีเด่นเป็นพิเศษ มี การจัดทำวิจัยในชั้นเรียน การส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ การบริหารและพัฒนาหลักสูตร ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผลการวิเคราะห์วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโรงเรียนด้วยเทคนิค SWOT ปรากฏผลดังนี้ 1. สภาพแวดล้อมภายใน 2S โรงเรียนมีการจัดแผนภูมิโครงสร้างการบริหารงานที่ชัดเจนสะดวกในการบริหารจัดการ กำหนดนโยบาย กลยุทธ์ที่ชัดเจน และ มีผลผลิตและการให้บริการที่มีคุณภาพ 4M โรงเรียนมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการปฏิบัติงาน มีงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล และชุมชนสนับสนุน มีวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้สะดวกต่อการปฏิบัติงาน และมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ(โรงเรียนระบบดี โรงเรียนมีคุณภาพ) ทำให้สภาพแวดล้อมภายในของโรงเรียน เป็นจุดแข็ง พร้อมที่จะส่งเสริม พัฒนาคุณภาพการศึกษา ได้เป็นอย่างดี 2. สภาพแวดล้อมภายนอก STEP ด้านสังคมและวัฒนธรรม โรงเรียนตั้งอยู่ในสภาพชุมชนเมือง การคมนาคมสะดวก สภาพสังคมและวัฒนธรรมที่ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาแก่บุตรหลาน ด้านเทคโนโลยี ในชุมชนมีร้านบริการสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในชีวิตประจำวัน ด้านเศรษฐกิจ ผู้ปกครองนักเรียนมีฐานะทางเศรษฐกิจปานกลาง – ดี มีสภาพคล่อง พร้อมสนับสนุนการศึกษา ด้านการเมือง นโยบายรัฐบาล โรงเรียนตั้งอยู่ในเขตเทศบาลมีโอกาสได้รับงบประมาณสนับสนุนในการจัดการศึกษา และรัฐบาลดูแลช่วยเหลือจัดสรรงบประมาณ วัสดุ สื่อการสอนฯ เป็นอย่างดี สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นโอกาสจึงเอื้อต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน ผลการประเมินสถานภาพของโรงเรียน พบว่าอยู่ในตำแหน่ง ดาว คือ เอื้อและแข็ง -สภาพแวดล้อมภายในของโรงเรียน เป็นจุดแข็ง พร้อมที่จะส่งเสริม พัฒนาคุณภาพการศึกษา ได้เป็นอย่างดี -สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นโอกาสจึงเอื้อต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน การจัดวางทิศทางของโรงเรียน 1.กำหนดวิสัยทัศน์ “โรงเรียนวัดท่ายางจัดการศึกษาโดยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ให้นักเรียนมีคุณธรรม น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ใส่ใจเทคโนโลยี มีสุขภาพสมบูรณ์ เพิ่มพูนทักษะวิชาการ สืบสานภูมิปัญญา พัฒนาสู่สากล” 2.กำหนดพันธกิจ 1. โรงเรียนบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ ภายใต้การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 2. ปลูกจิตสำนึกให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย และรักความเป็นไทย 3. ส่งเสริมให้บุคลากรในโรงเรียนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในวิถีชีวิต 4. เสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในโรงเรียนด้านเทคโนโลยี 5. ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสุขนิสัย สุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี มีสุนทรียภาพ สมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกันสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 6. ยกระดับผลสัมฤทธิ์และส่งเสริมผู้เรียนให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ 7. ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอก ภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน สถานประกอบการฯลฯ 8. พัฒนาความสามารถทางด้านภาษาของผู้เรียน ให้สื่อสารได้อย่างน้อย 2 ภาษา 9. พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และทักษะในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3.กำหนดเป้าประสงค์ 1. โรงเรียนมีการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ ภายใต้การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 2. ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย และรักความเป็นไทย 3. บุคลากรในโรงเรียนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในวิถีชีวิต 4. บุคลากรในโรงเรียนมีศักยภาพด้านเทคโนโลยี 5. ผู้เรียนมีสุขนิสัย สุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี มีสุนทรียภาพ สมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกันสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 6.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติ 5 กลุ่มสาระหลักสูงกว่าหรือเทียบเท่าระดับชาติ และผู้เรียนได้รับการส่งเสริมให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ 7.ผู้เรียนศึกษาเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอก ภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน สถานประกอบการฯลฯ 8.ผู้เรียนสื่อสารได้อย่างน้อย 2 ภาษา 9.บุคลากรมีความรู้และทักษะในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ กำหนดกลยุทธ์ของโรงเรียน 1. บริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ ภายใต้การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 2. พัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือ ระบบกิจกรรมนักเรียนให้มีประสิทธิภาพ ให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีงาม รักษ์สิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง การปกครอง ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม มีวินัย และรักความเป็นไทย 3. ส่งเสริมบุคลากรในโรงเรียนให้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในวิถีชีวิต 4. เสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในโรงเรียนด้านเทคโนโลยี รักการเรียนรู้ ใช้แหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกนอก ภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน สถานประกอบการฯลฯ เพื่อพัฒนาด้านความรู้ เจตคติ และทักษะในการปฏิบัติงาน 5. ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสุขนิสัย สุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี มีสุนทรียภาพ สมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 6. ยกระดับผลสัมฤทธิ์และส่งเสริมผู้เรียนให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ 7.พัฒนาความสามารถในการคิด การแก้ปัญหา การสื่อสารของผู้เรียน ให้สื่อสารได้อย่างน้อย 2 ภาษา เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซี่ยน 8.พัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ให้มีความรู้และทักษะในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และนำกระบวนการวิจัยมาใช้พัฒนาการศึกษา จัดทำกรอบกลยุทธ์พัฒนาคุณภาพการศึกษา จัดทำในรูปตาราง ประกอบด้วยสดมภ์ของ กลยุทธ์ เป้าประสงค์ ตัวชี้วัดความสำเร็จ และ เป้าหมายผลผลิต4ปี จัดทำโครงการสนับสนุนกลยุทธ์ จัดทำในรูปตาราง ประกอบด้วยสดมภ์ของ โครงการ/กิจกรรม วัตถุประสงค์ เป้าหมาย งบประมาณปีที่ดำเนินการ (4 ปี) ดำเนินการ/ปฏิบัติตามแผน เป็นการปฏิบัติงานตามโครงการที่จัดทำขึ้นในปีนั้น ซึ่งถือเป็นการดำเนินงานให้บรรลุตามแผนงาน ตามกลยุทธ์ของโรงเรียน ติดตามประเมินผล รายงานผลการปฏิบัติงาน การติดตามประเมินผลโครงการถือเป็นการติดตามผลการดำเนินงานให้บรรลุตามแผนงาน ตามกลยุทธ์ของโรงเรียน เพราะโครงการเป็นสื่อ/เครื่องมือของการปฏิบัติงานตามแผนงานหรือตามกลยุทธ์ของโรงเรียนนั่นเอง โรงเรียนจะประเมินโครงการ แล้วจัดทำรายงานผลการประเมินโครงการ เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นในปีต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น