วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การศึกษาไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน

ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณพ่อของผู้เขียนเองในโอกาสที่ลูกสาวของผู้เขียนเรียนจบชั้นอนุบาลสาม และทางโรงเรียนได้จัดให้มีการรับวุฒิบัตรและมีการแสดงของเด็กๆ ภริยาของผู้เขียนได้ประสานงานไปทางญาติๆให้มาร่วมแสดงความยินดีกับหลานกัน และคุณปู่ คือคุณพ่อของผู้เขียนเองก็มาด้วย ทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณพ่อได้นานพอสมควร จากการที่ได้คุยกับคุณพ่อเรื่องการศึกษา จะมีความคิดคล้ายๆกันกับของ คุณชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เลขาธิการสมาคมสภาเครือข่ายการศึกษาทางเลือกไทย ที่กล่าวไว้ว่า สังคมไทยมีความหลากหลายทางสภาพภูมิศาสตร์ ตั้งแต่ภูเขาสูง ที่ราบลุ่มแม่น้ำ พี้นที่แอ่งกระทะจนถึงทะเล และมีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 70 กลุ่ม ซึ่งมีประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ความเชื่อของชุมชนที่แตกต่างหลากหลาย แต่ละกลุ่ม แต่ละชุมชนดำรงอยู่ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ไปมาหาสู่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมระหว่างกันมาอย่างยาวนาน วิถีชีวิตที่ดำรงอยู่บนฐานวิถีวัฒนธรรม สอนลูกสอนหลานผ่านการเรียนรู้จากครอบครัว ลูกชายเรียนรู้จากพ่อ ลูกสาวเรียนรู้จากแม่ มีประเพณีการบวชเรียนที่วัด และการร่วมกิจกรรมในชุมชนทุกๆกิจกรรมของชีวิต มีวัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ผ่านประเพณีพิธีกรรมทั้ง 12เดือนในรอบปี มีผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้รู้ เป็นพ่อครู แม่ครูถ่ายทอดความรู้ โดยเป็นฐานความรู้ที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิต การหาอยู่หากินใน สภาพแวดล้อมที่ชุมชนตั้งรกรากอยู่มาอย่างยาวนาน ความเปลี่ยนแปลงวิถีชุมชนครั้งสำคัญนั้น เกิดขึ้นเมื่อการศึกษาสมัยใหม่เริ่มเข้าสู่ชุมชน มีการประกาศพระราชบัญญัติประถมศึกษาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ ความรู้จากส่วนกลางเข้ามาแทนที่ความรู้ท้องถิ่น ตำราการเรียนการสอนทั้งหมดมาจากส่วนกลาง มุ่งเน้นใช้การศึกษาสร้างความเป็นเอกภาพของชาติความมั่นคงทางการปกครอง และเพื่อการผลิตคนเข้าสู่ระบบราชการเป็นสำคัญ ต่อมา เมื่อมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ปี ๒๕๐๔ การศึกษาเริ่มมีการปรับเป้าหมาย เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศสู่อุตสาหกรรมโดยลำดับ โดยนำเอาการศึกษาจากประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกมาเป็นแม่แบบ และขยายโรงเรียนไปทั่วทุกหมู่บ้าน ตลอดระยะเวลากว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าการศึกษามีเป้าหมายเพื่อผลิตคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รับใช้ภาคเมืองและอุตสาหกรรมเป็นหลัก เมื่อเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาจะถูกหล่อหลอมให้มีวิถีชีวิตที่ทันสมัยแบบในเมือง ขณะที่ผู้ปกครองต่างมุ่งหวังส่งเสียลูกหลานให้เรียนสูงๆ เพื่อที่จะได้รับการจ้างงานในหน่วยราชการ บริษัทธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรม ผลที่เกิดขึ้น คือ เด็กละทิ้งถิ่นฐาน เรียนหนังสือแล้วไม่อยากกลับบ้าน อยากอยู่ในเมือง ต้องการแสวงหางานทำในเมือง ไม่อยากทำนา ทำไร่ ทำสวน หรืออาชีพของพ่อแม่ เกิดความด้อยอายที่จะต้องพูดภาษาถิ่น อายที่จะแต่งตัวแบบพื้นบ้าน ไม่ภาคภูมิใจในตัวเอง ในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นชาติพันธุ์ของตนเอง เด็ก เยาวชนส่วนใหญ่จึงทำตัวให้ดูดีและทันสมัยโดยต้องตามกระแสการโฆษณาของสื่อ ตามให้ทันเทคโนโลยีทุกรุ่น ตามให้ทันแฟชั่นในแต่ละยุค และสนุกกับการอยู่ในกระแสบริโภคนิยมอย่างบ้าคลั่ง กระบวนการศึกษาสมัยใหม่จึงเป็นกระบวนการถอนรากถอนโคนองค์ความรู้ ภูมิปัญญาเดิมของชุมชน ด้วยวาทกรรมที่ว่าล้าสมัยไม่ทันยุค การอยู่แบบดั้งเดิมไม่ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่วัดโดย GDP แน่นอนเมื่อไม่มีลูกหลานเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาเดิม พ่อแม่ ชุมชนต้องต้องละทิ้งองค์ความรู้ ภูมิปัญญาที่ได้สืบทอดต่อกันมาหลายรุ่นคน การขายที่นา ขายวัวควาย ขายสวนไม้ผล เก็บตำราสมุนไพรทิ้งไว้บนหิ้ง เก็บกี่ทอผ้าทิ้งไว้หลังบ้าน “มรดกความรู้ ภูมิปัญญาถูกทิ้งโดยการศึกษาสมัยใหม่ไปอย่างน่าเสียดาย” ด้วยการเรียนการสอนแบบใหม่ที่เรียนแต่ในห้อง ท่องจำหนังสือแบบนกแก้วนกขุนทอง เพียงเพื่อนำไปสอบแข่งขันเลี่อนขั้นสูงขึ้น นอกจากไม่เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริงที่สามารถนำมาปฏิบัติ นำมาใช้ในชีวิตได้แล้ว ยังสร้างความเห็นแก่ตัว ที่จะต้องเป็นผู้ชนะในลู่แข่งขันทางการศึกษา จึงเกิดภาวะที่เรียนหนังสือจนไม่รู้จักมนุษย์ ไม่รู้จักโลก ขนาดเรียนหนักจากห้องเรียนแล้วก็ยังต้องไปกวดวิชาเพิ่มเติมอีก เป็นความทุกข์ที่เกิดจากการศึกษากันทั่วบ้านทั่วเมือง แม้ว่ารัฐได้มีความพยายามในการปฏิรูปการศึกษา ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากมายในรอบกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา แต่กลับพบว่า การปฏิรูปการศึกษาสามารถปฏิรูปได้เฉพาะในด้านการปรับโครงสร้างครูและบุคคลากรทางการศึกษาเป็นหลัก แต่ไม่สามารถปฏิรูปไปถึงฐานคิดและกระบวนการเรียนรู้ดังที่มุ่งหวังได้ จึงเป็นที่มาของการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองในช่วงปัจจุบัน ซึ่งก็ยังไปไม่ถึงไหน วิกฤติการศึกษาที่กำลังขยายตัวอยู่นั้น กล่าวได้ว่า สาเหตุสำคัญเกิดมาจาก การมีหลักคิดการจัดการศึกษาในปัจจุบันที่ผิดพลาด คือ ตั้งอยู่บนฐานคิดพิชิตธรรมชาติ อยู่เหนือและเอาชนะธรรมชาติ แปรธรรมชาติเป็นทุน เป็นกำไร ฐานคิดการบริโภคแบบไม่ยับยั้งชั่งใจ ฐานคิดแบบอัตตาธิปไตย และไม่ตั้งบนฐานคิดการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ กระบวนการจัดการเรียนรู้ เรียนแต่ในห้อง ท่องจำ ขาดการคิด วิเคราะห์ เน้นการสอบแข่งขันผ่านชั้นที่ทำให้เด็กที่อยู่ชนบทห่างไกล ครอบครัวยากจน เป็นพวกแพ้ถูกคัดออก กลุ่มที่ประสบผลสำเร็จส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนดี พร้อมทั้งสามารถส่งไปกวดวิชาเพิ่มเติมอีก แต่ปรากฏการณ์ที่เห็นคือโรงเรียนในกรุงเทพฯ ในเมืองใหญ่ มีความพร้อมได้รับการสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนในชุมชนที่ห่างไกล ขาดแคลนทั้งอาคาร สถานที่อุปกรณ์การเรียน ทำให้เกิดโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มถึง ๑๔,๓๙๗ โรง กลายเป็นปัญหาความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งที่รัฐธรรมนูญและ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกันและมีคุณภาพการบริหารจัดการศึกษารวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง บริหารสั่งการจากตรงกลาง ใช้หลักสูตรแบบเดียวกันทั่วประเทศ และมีการกำหนดมาตรฐานจากส่วนกลางแบบเดียว เป็นความรู้ที่ไม่สามารถตอบสนองความหลากหลายของคนแต่ละคน กลุ่ม ชุมชนที่มีความหลากหลายได้ ส่งผลทำให้เด็กไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ผู้ที่สามารถแข่งขันประสบผลสำเร็จมีจำนวนน้อยลงทุกที ดังนั้นทางสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทยจึงขอเรียกร้องให้เกิดกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้กับพ่อแม่ สถาบันศาสนา องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น สถานประกอบการ และสถาบันทางสังคมต่างๆตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยมีหน่วยงานที่ดูแลอย่างชัดเจน สนับสนุนให้มีการปรับใช้หลักสูตรและการกำหนดมาตรฐานและการประเมินให้เหมาะสมกับสภาพจริงของแต่ละพื้นที่ ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งการ การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กไปสู่การเป็นโรงเรียนชุมชนโดยการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายแทนการยุบและควบรวม และเสนอให้รัฐบาลกำหนดให้การศึกษาเป็นวาระของชาติที่ระดมสรรพกำลังจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในด้านการจัดการศึกษามามองทางออกร่วมกันอย่างบูรณาการเพื่อให้การศึกษาเป็นหัวใจของการพัฒนาคน พัฒนาประเทศในการเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ในอนาคตได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ดีผู้เขียนเองคิดว่าเราต้องแม่นที่หลักสูตรการศึกษาของเราก่อน ว่าหลักสูตรของเรากำหนดให้เด็กของเรามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ที่สำคัญที่สุดคือเมื่อรู้หลักสูตรแล้ว ต้องช่วยกันสอนเด็กๆในรูปแบบที่หลากหลายให้เด็กๆ มีความรู้ตามหลักสูตร ให้ได้มากที่สุด หลายๆท่านบอกว่าเด็กไทยอ่านหนังสือไม่เก่ง ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่สูง เพราะเด็กอ่านหนังสือไม่ออก จึงอ่านคำถามไม่ได้ ถ้าอ่านคำถามไม่ได้ ก็ตอบไม่ถูก ทำให้ผู้เขียนนึกถึงพุ่มพวง นักร้องที่เราชื่นชอบที่อ่านหนังสือไม่ออก แต่ครูเพลงก็ใช้วิธีอ่านให้ฟัง และพุ่มพวงก็ร้องตาม ก็สามารถร้องได้ดี เป็นที่หนึ่งของประเทศไทยก็ว่าได้ เรื่องนี้ก็เป็นบทเรียนสอนใจพวกเราได้อีกเรื่องหนึ่งว่าเราจะสอนเด็กๆของเราอย่างไรให้ มีคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์ตามหลักสูตร ด้วยวิธีที่หลากหลาย ด้วยความร่วมมือกับทุกๆฝ่ายที่หลากหลาย และวันนี้ท่านผู้อ่านรู้ว่าคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์ตามหลักสูตร ของเด็กๆเราคืออะไรหรือยัง ?

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น