ทำผิด .. อย่าให้เค้ารู้ ถ้าเค้ารู้ .. อย่าให้เค้าเห็น ถ้าเค้าเห็น .. อย่าให้เค้าจับได้ ถ้าเค้าจับได้ .. อย่าเพิ่งยอมรับ ถ้าต้องยอมรับ .. ให้รับเพียงครึ่งเดียว ด้วยรักจากใจครู(มา)เฟีย .. 55555+
วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557
การtry-out เครื่องมือทำอย่างไร
คุณภาพของเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผลการศึกษาในเรื่องใดมีคุณภาพ ถ้าเครื่องมือเก็บข้อมูลไม่มีคุณภาพ ผลการศึกษาก็ไม่มีคุณภาพ อย่าลืมว่าเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลต้องมีคุณภาพก่อนที่จะนำสื่อนวัตกรรมไปทดลองใช้ เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลมีหลายลักษณะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บ เช่น
1.ถ้าต้องการเก็บข้อมูลประเภทความสามารถทางด้านสติปัญญาหรือด้านสมอง ลักษณะเครื่องมือที่ใช้ก็จะเป็นแบบทดสอบชนิดต่าง ๆ เช่น ชนิดเลือดตอบ เขียนตอบสั้น เขียนตอบยาว ถูก-ผิด จับคู่ ฯลฯ นอกจากนั้นยังใช้แบบประเมินผลงาน ชิ้นงาน หรือภาระงาน หรือการประเมินตามสภาพจริงก็ได้ แต่โดยทั่ว ๆ จะนิยมแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ
2.ถ้าต้องการเก็บข้อมูลประเภทความรู้สึก ความคิดเห็น ความพึงพอใจ เจตคติ ค่านิยม ความสนใจ หรือด้านคุณลักษณะ ลักษณะเครื่องมือที่ใช้ จะเป็นแบบสอบถาม แบบสำรวจ แบบวัด แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แต่ที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นแบบสอบถามและแบบวัด
3.ถ้าตองการเก็บข้อมูลด้านทักษะ กระบวนการ การปฏิบัติกิจกรรมลักษณะเครื่องมือที่ใช้ จะเป็นแบบทดสอบ แบบสังเกต แต่ที่นิยมใช้ส่วนใหญ่จะเป็นแบบทดสอบ
การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ต้องตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ (panel expert) นำมาพิจารณาตัดสินคุณค่า เพื่อหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล (rational approach) ซึ่งเป็นความตรงเชิงเนื้อหา (content validity) โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบแต่ละข้อหรือรายการแต่ละรายการกับวัตถุประสงค์ของการวัดหรือการทดสอบ (Item –Objective Congruence: IOC) และความเหมาะสมในด้านความถูกต้องของการนำไปใช้ (usability) ต่อจากนั้นจะต้องนำไปทดลอง(Try out) ไปทดลองเพื่อหาคุณภาพเชิงประจักษ์ (empirical approach) คุณภาพเชิงประจักษ์เป็นการตรวจสอบคุณภาพใน ๒ ลักษณะ คือตรวจสอบคุณภาพเป็นรายข้อว่าใช้ได้หรือไม่ และเป็นการตรวจสอบคุณภาพทั้งฉบับ คุณภาพทั้งฉบับจะหาได้ก็ต่อเมื่อคุณภาพเป็นรายข้อมีคุณภาพก่อน
การทดลอง (Try out) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
การทดลอง(Try out) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มทดลองที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แต่มีลักษณะเช่นเดียวกับกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา ที่สำคัญกลุ่มทดลองดังกล่าวต้องมีความรู้หรือได้รับประสบการณ์ในเรื่องนั้นมาแล้ว เช่น ต้องการทดลองแบบวัดเจตคติหรือความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนที่ไปเป็นกลุ่มทดลองต้องเคยใช้เคยเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้มาแล้ว ถ้าต้องการทดลองแบบทดสอบ เรื่อง ระบบสมการ นักเรียนที่เป็นกลุ่มทดลองแบบทดสอบต้องเรียน เรื่องระบบสมการมาแล้ว
ในการหาคุณภาพเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล จะต้องหาเป็นรายข้อก่อนแล้วจึงจะหาคุณภาพทั้งฉบับ
การหาคุณภาพเป็นรายข้อ
1.ถ้าเป็นแบบทดสอบ จะต้องวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (level of difficulty of the items) วิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนก (discrimination power of the item) ไม่ว่าแบบทดสอบจะเป็นชนิดใด ชนิดเลือกตอบ เขียนตอบสั้น ตอบยาว ต้องวิเคราะห์ให้ครบทุกข้อ
2.ถ้าเป็นแบบสอบถามหรือแบบวัดต่าง ๆ จะต้องวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนกเพียงอย่างเดียว อย่าลืมแบบดังกล่าวต้องถามความคิดเห็นหรือความรู้สึก ถ้าถามความจริงไม่ต้องทดลองใช้หรือไม่ต้องวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนก
การหาคุณภาพทั้งฉบับ
1.ถ้าเป็นแบบทดสอบ ก็ทำการวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น (reliability) ของแบบทดสอบทั้งฉบับ ด้วยสูตร ของคูเดอร์ริชาร์ดสัน (Kuder- Richardson) KR-20
2.ถ้าเป็นแบบสอบถามหรือแบบวัดต่าง ๆ วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น (reliability) ของแบบสอบถาม/แบบววัดทั้งฉบับด้วยวิธีการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (α-Cronbach’s Alpha Coefficient)
22 มกราคม 2557 (23:59 น.) โดย ครู(มา)เฟีย
วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557
ยุคมิคสัญญี .. ตอนนี้เมืองไทยถึงแล้วหรือ?
ยุคมิคสัญญี
ในตำนานมนุษย์ของคติพุทธ ตามที่ได้เล่ากันมา มิคสัญญี เป็นชื่อเรียกยุคสมัยที่มนุษย์มีโครงสร้างทางจิตใจตกต่ำเสื่อม
ทรามที่สุด เพราะมิค (ะ) แปลว่า เนื้อ (ทราย, กวาง, เก้ง, สมัน ฯลฯ…สัตว์ที่ต้องเป็นเหยื่อของสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่)
และ สัญญี แปลว่า รู้หมายได้จำ เมื่อรวมความเป็นมิคสัญญี ท่านว่า ให้หมายถึง สมัยที่มนุษย์ได้นำมนุษย์ด้วยกันมาปรุงเป็นอาหารจานโปรดเพื่อบำรุงท้องแห่งตัณหาของตนนั้นแล
โลกในอดีตยุคหลังกึ่งพุทธกาลแห่งองค์มหาศาสดาสมณโคดมเป็นต้นมา มนุษย์ต่างจิตใจหยาบช้าวิปริต สะสมความโลภ กอบโกยกดขี่ขูดรีดกันเอง ก่อให้เกิดความทุกข์ยากเดือดร้อนข้าวยากหมากแพง ผู้คนเห็นผิดเป็นชอบ เห็นเลวเป็นดี นิยมยก
ย่องเงินตรา ศรัทธาแต่เทคโนโลยีผิด ๆ ที่ทำลายธรรมชาติ ทำลายความเป็นมนุษย์ในตัว กัดกร่อนยางอายจนไม่มีเหลือ ผู้หญิงก็ถือสิทธิจนไม่สนใจวัฒนธรรมอันดีงาม ประพฤติตนสำส่อนยั่วชายมากชู้หลายผัว เสียตัวแต่อายุยังน้อย....
....เมื่อความโลภบรรลุถึงขั้นสูง มนุษย์ผู้มีกำลังและเทคโนโลยีชั้นสูงก็ถืออาวุธข่มขู่คุกคามมนุษย์ที่ด้อยกำลังกว่า ก่อสงครามรุกรานแย่งชิงทรัพยากรจากมนุษย์ผู้ด้อยกำลังนั้น มนุษย์ผู้ด้อยกำลังสู้ไม่ได้ก็ต่อสู้ด้วยวิธีลอบโจมตี กลายเป็นสงครามกองโจรกระจายไปทั่วโลก สงครามร้อนระอุทุกหย่อมหญ้า ประชาชนไม่มีความปลอดภัยในชีวิต โจรผู้ร้าย
ก็ชุกชุม เจ้าหน้าที่ผู้ปราบปรามไม่สนใจเพราะมัวใช้วิชาชีพไปรับใช้คนรวย สอพลอผู้มีอำนาจ จนละทิ้งหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย....
....เมื่อกาลเวลาล่วงเลยพุทธกาลของมหาศาสดาสมณโคดมได้ 3,000 ปี โลกเกิดวิปริต พืชพันธุ์ต่างสูญพันธุ์ไปสิ้น มนุษย์ต้องกินหญ้ากับแก้แทนข้าว ร่างกายจึงแคระแกรนลง อายุก็สั้นลงเหลือเพียง 10 ปี มนุษย์ยคนี้อายุเพียง 5 ขวบก็สามารถแต่งงานอยู่กินกันได้....
....จนล่วงได้ถึง 4,500 ปี ศาสนาทุกศาสนาในโลกนี้ต่างสาบสูญไปสิ้น ไม่มีใครรู้จักศาสนา คนที่ถูกยอมรับคือคนที่มีอาวุธ
มีกำลัง คนในยุคนี้มีจิตใจที่หยาบช้า ทารุณ หากพอใจจะฆ่าใครก็ฆ่าทันทีโดยที่รู้สึกว่าไม่ต่างจากฆ่าเป็ดฆ่าไก่สักตัวเท่านั้น เราเรียกยุคนี้ว่ายุคมิคสัญญี หรือ นึกว่าเนื้อ คือฆ่าคนสักคนก็มีความรู้สึกแค่ฆ่าสัตว์สักตัวเท่านั้น....
....ลุล่วงจนถึง 5,000 ปี มนุษย์ผู้มีอาวุธต่างพากันก่อสงครามเพื่อความเป็นใหญ่บนโลกแต่เพียงผู้เดียว ในยุคนี้ ทุกประเทศต่างมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในมือทั้งสิ้น สงครามที่ดุเดือดและโหดร้ายถูกมนุษย์ก่อขึ้นอย่างรุนแรงที่สุด แผ่นดินทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยการเข่นฆ่า บนท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยห่าฝนอาวุธ ทั้งจรวด ระเบิด ลูกกระสุนปืนที่ทุกฝ่ายระดมยิงเข้าใส่กันอย่างเมามันสงครามหฤโหดดำเนินไปเป็นเวลานาน จนคนของแต่ละฝ่ายบาดเจ็บ พิการและล้มตายจนเกลื่อนแผ่นดิน แต่สงครามก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง มนุษย์เริ่มขาดแคลนทุกอย่างต้องดื่มน้ำในแม่น้ำที่เต็มไปด้วยซากศพและเลือดจน
น้ำเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ไม่นานโรคร้ายก็ระบาดอย่างรวดเร็ว คร่าชีวิตมนุษย์ให้ล้มตายลงโดยไม่มีผู้ใดดูแลรักษาเยียวยา
ต่อมา เมื่อถึงจุดสุดท้ายของสงคราม มนุษย์ต่างใช้อาวุธที่มีอยู่ในมือจนหมด เหลือเพียงอาวุธชิ้นสุดท้ายคืออาวุธนิวเคลียร์ ทุกประเทศต่างกดปุ่มยิงอาวุธนิวเคลียร์ของตนไปยังประเทศฝ่ายตรงข้าม บนท้องฟ้าจึงเต็มไปด้วยดวงอาทิตย์ที่เกิดจากอำนาจนิวเคลียร์เป็นร้อยเป็นพันลูก....
ความร้อนแรงเทียบเท่าดวงอาทิตย์ของลูกไฟนิวเคลียร์ ได้เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้จนเป็นฝุ่นผงไปในพริบตา แม้มหาสมุทรยังแห้งขอดด้วยอำนาจของอาวุธนิวเคลียร
ยุคมิคสัญญี ไม่ใช่ยุคที่มนุษย์มีจิตใจเสมอสัตว์ หากแต่ยิ่งกว่าสัตว์ เพราะสัตว์ดิ้นรนเอาตัวรอดและแสวงหาผลประโยชน์โดยใช้ความจำและสัญชาตญาณเท่านั้น แต่มนุษย์สร้างสรรค์สติปัญญาให้เป็นเครื่องมือของสัญชาตญาณ คือเอาสัญชาตญาณนำปัญญา อันตรายชั่วร้ายกว่าสัตว์ ซึ่งสัญชาตญาณที่ว่าเนี้ย ตามหลักจิตวิทยาฝ่ายพุทธท่านว่าเป็น “ของเสีย” ที่เกิดมาจาก “การหมัก” ของกองขยะ ๔ กองเหตุ
การณ์ด้วยกันมี กามาสวะ (หมักจากกาม) ,ภวาสวะ (หมักจากความยึดถือว่าต้องมีต้องเป็น) , ทิฏฐาสวะ (หมักจากความยึดถือ
ว่าตนรู้ตนเห็น), และกองขยะที่สำมะคัญที่สุดในกระบวนการหมักขั้นสุดท้าย คือ อวิชชาสวะ…การหมักไว้ซึ่ง “ความรู้ที่ตนเองไม่ได้พิสูจน์ด้วยจิตอันบริสุทธิ์เฉพาะตน”
โบราณท่านเล่าไว้ อันว่ายุคมิคสัญญีนี้ มนุษย์ผู้หญิงเพียงมีอายุ ๕ ขวบ ๑๐ ขวบ ก็ถูกกระทำให้มีสามีแล้ว และ มนุษย์ผู้ชายก็ย่อมแก่งแย่งหมกมุ่นอยู่แต่ในเรื่องนี้ กระทำการทุกอย่างเพื่อให้ได้มาอย่างว่า ส่วนสัตว์และมนุษย์ที่ไม่ยอมให้สติปัญญาถูกสัญชาตญาณเข้าครอบงำ ย่อมทนอยู่ในสังคมนั้น ๆได้ยากจะพยายามปลีกตัวหรือถูกบังคับให้อยู่โดดเดี่ยวเหมือนฤษีชีไพรในตำนาน กลายเป็นโยคีทะเลทราย (เพราะป่าไม่มี) ดาบสป่าคอนกรีตไป พวกนี้แหละที่ถูกกดดันให้ต้องแสวงหาวิวัฒนาการระบบโครงสร้างของจิตใจขึ้นใหม่
ช่วงที่มนุษย์ผู้หญิง อายุ ๕ ขวบ ๑๐ ขวบ ถูกกระทำให้มีสามีแล้วกลับมีมนุษย์ใช้จริยธรรมนำปัญญาสร้างคุณภาพชีวิตกระทั่งวิวัฒนาการอายุขัยของมนุษย์ ให้ยืดออก
ไปจนนับได้ถึง ๑ อสงไขยปีแล้วกลับตกต่ำลงมาคืนหา ๕ ขวบ ๑๐ ขวบ อีก โบราณท่านเรียกช่วงคลื่นความถี่ของเหตุการณ์
ช่วงอย่างนี้ว่า “๑ อันตรากัป” และมิคสัญญี ก็คือ จุดต่ำสุด (Minimum) ของคลื่นความถี่อันตรากัปนี้
ข้อความการเกิดสงครามล้างโลก ผมได้คัดมาจากพุทธทำนายที่ปรากฎตามพระไตรปิฎก คัมภีร์พระสูตร ขุทฺทกนิกายฺ
มชฺฌิมวคฺค และสงครามนิวเคลียร์ จากพระสุริยสุตฺตํ โดยปรับปรุงข้อความใหม่ให้เป็นยุคปัจจุบันมากขึ้นโดยธรรมาธิษฐานคับ.....
....สงครามล้างโลก ปรากฎในคัมภีร์ของทุกศาสนา รวมทั้งศาสดาองค์ใหม่ของโลก ที่เราเรียกว่าพระศรีอาริยะเมตตรัยนั้น ตามพระคริสตธรรมคัมภีร์เรียกว่า พระเมษโปฎก คับ....
....ผมพยายามกระตุ้นเตือนสติเสมอมาว่าอย่าประมาท พุทธทำนายนั้นปรากฏเป็นจริงทุกประการในยุคปัจจุบัน ความอุบาทว์
วิปริต วุ่นวายเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า เพราะจิตใจคนถอยห่างจากศีลธรรม....
....มนุษย์ผู้หลงระเริง สนุกสนานกับการทำลายศีลธรรม ตายไปตกนรกแล้วจะกลับมาเกิดในยุคมิคสัญญี ให้เขาฆ่าเล่นอีกหลายยกจนกว่าจะตายด้วยพิษของสงคราม.....
....มนุษย์ผู้ไม่ประมาท หมั่นรักษาศีล เจริญภาวนา ดำรงเมตตาธรรม รักษาวัฒนธรรม เมื่อตายจากชาตินี้ จะได้ไปสู่ภพที่ดี และกลับมาเกิดใหม่ในดินแดนแห่งศรีอาริยะ โดยไม่ต้องผ่านยุคลำเค็ญต่าง ๆ ดั่งที่ว่า
วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557
MAFIA MODEL
MAFIA MODEL สอดรับทฤษฎี"มนุษยนิยม"
ทฤษฎีมนุษยนิยมมีวิวัฒนาการมาจากทฤษฎีกลุ่มที่เน้นการพัฒนาตามธรรมชาติ แต่ก็จะมีความเป็นวิทยาศาสตร์ คือเป็นกระบวนการมากยิ่งขึ้น กลุ่มทฤษฎีมนุษยนิยม เป็นทฤษฎีที่คัดค้านการทดลองเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์แล้วมาใช้อ้างอิงกับมนุษย์และปฏิเสธที่จะใช้คนเป็นเครื่องทดลองแทนสัตว์ นักทฤษฎีในกลุ่มนี้เห็นว่ามนุษย์มีความคิด มีสมอง อารมณ์และอิสรภาพในการกระทำ การเรียนการสอนตามแนวทฤษฎีนี้เชื่อว่าผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียน การจัดการเรียนการสอนจึงมุ่งให้เกิดการเรียนรู้ทั้งด้านความเข้าใจ ทักษะและเจตคติไปพร้อม ๆ กันโดยให้ความสำคัญกับความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม การแสดงออกตลอดจนการเลือกเรียนตามความสนใจของผู้เรียนเป็นหลัก บรรยากาศในการเรียนเป็นแบบร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขันกันอาจารย์ผู้สอนทำหน้าที่ช่วยเหลือให้กำลังใจและอำนวยความสะดวกในขบวนการเรียนของผู้เรียนโดยการจัดมวลประสบการณ์ เอื้อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
หลักการหรือความเชื่อของทฤษฎี
หลักการหรือความเชื่อของทฤษฎีมนุษย์นิยม คือ
1. มนุษย์มีธรรมชาติแห่งความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้
2. มนุษย์มีสิทธิในการต่อต้านหรือไม่พอใจในผลที่เกิดขึ้นจากสิ่งต่างๆ แม้สิ่งนั้นจะได้รับการยอมรับว่าจริง
3. การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คือการที่มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงแนวความคิด หรือมโนทัศน์ของตนเอง
ลักษณะสำคัญ
นักทฤษฎีกลุ่มนี้มีความเชื่อว่ามนุษย์มีอิสระที่จะเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ดีจากการสนับสนุน หรือส่งเสริมของครูผู้สอน ผู้นำความคิดที่สำคัญได้แก่ Rogers และ Maslow ทฤษฏีนี้ เชื่อว่าผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียน การจัดการเรียนการสอนจึงมุ่งให้เกิดการเรียนรู้ทั้งด้านความเข้าใจ ทักษะและเจตคติไปพร้อม ๆ กันโดยให้ความสำคัญกับความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม การแสดงออกตลอดจนการเลือกเรียนตามความสนใจของผู้เรียนเป็นหลัก
การประยุกต์ใช้
การประยุกต์ใช้ของทฤษฎีมนุษย์นิยม ซึ่งครูผู้สอนเป็นผู้นำไปประยุกต์ใช้ มีข้อปฏิบัติสำคัญ ดังนี้
1. ครูควรเป็นคนใจกว้าง ไม่ยึดติดกับความคิด หรือความเชื่อของตนเอง
2. ครูควรรับฟังผู้เรียนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึก
3. ให้ความสำคัญกับผู้เรียนเท่ากับความสำคัญของเนื้อหาที่นำมาสอน
4. ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะทั้งทางบวกและทางลบ
5. กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง
6. จัดการเรียน กิจกรรม สื่อการเรียนการสอนให้หลากหลาย
7. กระตุ้นให้ผู้เรียนเข้าใจว่าการประเมินผลที่มีคุณค่า คือการประเมินตนเองของผู้เรียน
นักทฤษฎีมนุษย์นิยมและแนวคิด
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยมมีนักปรัชญาหลายหลากท่านที่ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฏีนี้ ทฤษฏีและแนวคิดที่สำคัญๆ ในกลุ่มนี้มี 2 ทฤษฏีและ 5 แนวคิด
สุริน ชุมสาย ณ อยุธยา(http://surinx.blogspot.com/) อ้างถึงในทิศนา แขมมณี(2550 : 50 - 76) กล่าวไว้ว่า
“ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism)นักคิดกลุ่มมนุษยนิยม ให้ความสำคัญของการเป็นมนุษย์ และมองมนุษย์ว่ามีคุณค่า มีความดีงาม มีความสามารถ มีความต้องการ และมีแรงจูงใจภายในที่จะพัฒนาศักยภาพของตน หากบุคคลได้รับอิสรภาพและเสรีภาพ มนุษย์จะพยายามพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ นักจิตวิทยาคนสำคัญในกลุ่มนี้คือ มาสโลว์(Maslow) รอเจอร์ส(Rogers) โคมส์(Knowles) แฟร์(Faire) อิลลิช(illich) และนีล(Neil)”
ทฤษฎีการเรียนรู้ของมาสโลว์ แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฏีนี้ คือ มนุษย์ทุกคนมีความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติเป็นลำดับขั้น และต้องการที่จะรู้จักตนเองและพัฒนาตนเอง
ทฤษฎีการเรียนรู้ของรอเจอร์ แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฏีนี้ คือ มนุษย์สามารถพัฒนาตนเองได้ดีหากอยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลายและเป็นอิสระ
แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของโคมส์ เชื่อว่าความรู้สึกของผู้เรียนมีความสำคัญต่อการเรียนรู้มาก เพราะความรู้สึกและเจตคติของผู้เรียนมีอิทธิพลต่อกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ณัชชากัญญ์ วิรัตนชัยวรรณ กล่าวว่า
“นักคิดกลุ่มมนุษยนิยมให้ความสำคัญของความเป็นมนุษย์และมองมนุษย์ว่ามีคุณค่า มีความดีงาม มีความสามารถ มีความต้องการ และมีแรงจูงใจภายในที่จะพัฒนาศักยภาพของตน หากบุคคลมีอิสระภาพและเสรีภาพ มนุษย์จะพยายามพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์”
แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของโนลส์ เชื่อว่าผู้เรียนจะเรียนรู้ได้มากหากมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ มีอิสระที่จะเรียนและได้รับการส่งเสริมในการพัฒนาด้วยตนเอง
แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของแฟร์ เชื่อว่าผู้เรียนต้องถูกปลดปล่อยจากการกดขี่ของครูที่สอนแบบเก่า ผู้เรียนมีศักยภาพและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง
แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของนีล เชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้มีศักดิ์ศรี มีความดีโดยธรรมชาติ หากมนุษย์อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น บริบูรณ์ด้วยความรัก มีอิสรภาพและเสรีภาพ มนุษย์จะพัฒนาไปในทางที่ดีทั้งต่อตนเองและสังคม
บริหารการศึกษา กลุ่มดอนทอง52 (http://dontong52.blogspot.com/ ) กล่าวว่า
“นักคิดกลุ่มมนุษยนิยม ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ และมองมนุษย์ว่ามีคุณค่ามีความดีงาม มีความสามารถ มีความต้องการ นักจิตวิทยาคนสำคัญในกลุ่มนี้คือ มาสโลว์ รอเจอร์ส โคม โนลส์ แฟร์ อิลลิซ และนีล”
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้มีความเห็นตรงกันว่าเด็กควรได้รับความช่วย เหลือจากครูในทุกด้านไม่ใช่เฉพาะการได้รับความรู้หรือการมีความเฉลียวฉลาดเพียงอย่างเดียว แต่ควรได้รับความช่วยเหลือให้รู้จักศึกษาและสำรวจเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก และทำความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด เจตคติ และจุดมุ่งหมายความต้องการของตนเอง หรืออาจกล่าวได้ว่านักเรียนควรจะได้รับความช่วยเหลือให้มีความเข้าใจในตนเองและมีจุดยืนเป็นของตนเองอย่างชัดเจนว่าตนเองมีความต้องการสิ่งใดแน่และมีจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างไร เพราะในปัจจุบันมีสิ่งที่เด็กจะต้องตัดสินใจเลือกมากมาย คนที่มีจุดยืนที่แน่นอนเท่านั้นจึงจะสามารถเลือกสิ่งที่มีความหมายและก่อให้เกิดความพึงพอใจให้กับตนเองให้ดีที่สุด
กล่าวโดยสรุป ความเป็นมนุษย์และมองมนุษย์ว่ามีคุณค่า มีความดีงาม มีความสามารถ มีความต้องการ และมีแรงจูงใจภายในที่จะพัฒนาศักยภาพของตน หากบุคคลมีอิสรภาพและเสรีภาพ มนุษย์จะพยายามพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
****************************************************************
อ้างอิง
การศึกษาการเรียนการสอนโดย ณัชชากัญญ์ วิรัตนชัยวรรณ. ทฤษฎีการเรียนรู้. สืบค้นเมื่อ 29มิถุนายน 2555.จาก: http://www.learners.in.th/blog/natchakan/386486
ทิศนา แขมมณี.2550. การสอนจิตวิทยาการเรียนรู้ เรื่องศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
บริหารการศึกษา กลุ่มดอนทอง52. จิตวิทยาการศึกษา. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2555.จาก: http://dontong52.blogspot.com/
สุริน ชุมสาย ณ อยุธยา(http://surinx.blogspot.com/) อ้างถึงในทิศนา แขมมณี(2550 : 50 - 76)
http://rattanawutdpu.blogspot.com/2011/06/humanism.html
http://www.learners.in.th/blog/natchakan/
วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557
วันครูแห่งชาติ 2557 ประวัติความเป็นมาของวันครู กิจกรรมวันครู
วันครูแห่งชาติ 2557 ประวัติความเป็นมาของวันครู กิจกรรมวันครู
วันครู
วันที่ 16 มกราคม ของทุกปี เป็นวันครู เป็นวันที่ผองศิษย์ทั้งหลายได้ร่วมใจพร้อมใจกันมานอบน้อมเคารพคุณครู ตั้งแต่โบราณกาล เราถือกันว่าคุณครู เป็นผู้ที่มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ต่อศิษย์ทั้งหลาย ถัดมาจากคุณพ่อคุณแม่ทีเดียว ทำไมคุณครูจึงมีพระคุณอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ก็ต้องมาดูที่หน้าที่ของครู ท่านสรูปไว้สั้นๆ ใน 2 คำคือ หน้าที่ในการแนะแล้วก็นำ แนะก็คือว่าการสอนให้ความรู้แก่ศิษย์นั่นเอง ส่วนการนำก็คือ การทำให้ดู คือประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ศิษย์ คุณค่าของความเป็นครูประมวลลงในคำ 2 คำนี้ ต้องสอนด้วย แล้วก็ทำตนให้เป็นแบบอย่างด้วย อย่างนี้ละก็ถือเป็นครูที่งามพร้อม สมบูรณ์พร้อม เป็นปูชนียบุคคล ที่ศิษย์ควรจะเคารพบูชา แต่ปัจจุบันเราจะพบว่าเรามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเยาวชนอยู่มากพอสมควรทีเดียว เด็กรุ่นใหม่ในแง่ความรู้สติปัญญาก็อาจจะมีพอสมควร แต่ที่ห่วงกันมากๆก็คือว่าเรื่องความประพฤติ ไม่ว่าจะเป็นการไปหมกมุ่นอยู่กับอบายมุขบ้าง เรื่องเกมส์คอมพิวเตอร์บ้าง การใช้ความรุนแรงบ้าง หรือเรื่องทางเพศบ้าง ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เราคงต้องย้อนกลับมาดูถึงการทำหน้าที่ของครูกันอีกครั้งแล้วละ
ว่าปัจจุบันเราเน้นหนักไปในเรื่องของการแนะ คือการสอนให้ความรู้กับศิษย์ มุ่งหวังจะให้ศิษย์ของเราเป็นคนเก่ง ไปสู้โลกกับเขาได้ ให้ทันเทคโนโลยีของโลกมากจนกระทั่งลืมเรื่องคุณธรรม คือการสอนให้ศิษย์เป็นคนดี มันน้อยไปสักนิดหรือเปล่า ปัญหาจึงเกิดมาเช่นนี้ แต่ถ้าเกิดจะแก้ปัญหาให้ได้ ก็คงหนีไม่พ้นว่าภาระหนักอยู่กับคุณครูทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนว่าหากจะนำสอนให้ศิษย์เป็นคนดีได้ หนีไม่พ้นว่าคุณครูทั้งหลายจะต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างซะก่อน คงจะต้องหาวิธีการให้คุณครูมาศึกษาธรรมะ แล้วนำสิ่งเหล่านี้ไปถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ด้วย
ท่านกล่าวว่ากิเลสในตัวคนมัน 3 ตัวเหมือนกัน โลภ โกรธ หลง ถ้าหากเราสังเกตุและเข้าใจตัวเองเมื่อไหร่ เราก็จะเข้าใจคนอื่น ถ้าคูณครูทั้งหลายในฐานะที่ผ่านโลกมามาก ได้สังเกตุปฏิบัติธรรม จนกระทั่งเข้าใจธรรมชาติของใจตัวเอง รู้จุดอ่อนจุดแข็งตัวเองดี เราก็จะเข้าใจลูกศิษย์ได้ดีเช่นเดียวกัน แล้วเราจะสามารถอบรมสั่งสอนให้เขาเป็นคนดีอย่างที่ควรเป็นได้
ปัจจุบันกำลังมีการปฏิรูปการศึกษา คำที่ฮิตคำหนึ่งคือว่า ชายเซ็นเตอร์ แปลเป็นไทยว่าการเรียนการสอน โดยที่ยึดเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง มีบางท่านออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยเหมือนกันบอกว่า จะไปถือตามใจเด็กได้ยังไง ตามใจเด็กเดี๋ยวเด็กเราก็เสียคนหมด มันก็ต้องสอนให้เด็กมาตามครูสิ ตรงนี้อยู่ที่มุมมองการตีความคำว่า เด็กเป็นศูนย์กลาง ถ้าจะถือเด็กเป็นศูนย์กลางเป็นการตามใจเด็กอันนี้ไม่ถูกแน่ แต่ความหมายจริงๆอาตมาเข้าใจว่า คำว่าชายเซ็นเตอร์ หรือการเรียนการสอน โดยมีเด็กเป็นศูนย์กลางหมายถึงว่า คุณครูจะต้องสนใจสังเกตุเด็ก จะสอนอะไรไปจะแนะจะนำอะไรก็ตาม ต้องสังเกตุเด็กว่าปฏิกิริยาตอบรับเป็นอย่างไร ถ้าเป็นการสอนให้ความรู้ เด็กเข้าใจหรือยัง หาวิธีการปรับจนกระทั่งว่าเด็กสามารถศึกษาแล้วเข้าใจได้อย่างดีถ่องแท้ เอาความรู้นั้นไปใช้ได้จริงๆ ไม่ใช่มาถึงเราก็สอนไปอย่างที่เราอยากสอน เด็กจะรู้เรื่องหรือไม่ปล่อยเป็นเรื่องของเขา ถ้าอย่างนี้ประสิทธิภาพการเรียนมันก็ไม่เต็มที่ ต้องสังเกตุผู้เรียน ทำยังไงก็ได้หาวิธีการทุกรูปแบบให้เขาเข้าใจ แล้วก็เอาความรู้นั้นไปใช้ได้
ถ้าในแง่ของเรื่องความประพฤติก็เช่นเดียวกัน ต้องสังเกตุลูกศิษย์ของเราเองไม่ปล่อยเลยตามเลย หาวิธีการทุกรูปแบบ ทำยังไงก็ตามให้ศิษย์ของเราเอง เป็นคนดีอย่างที่พึงเป็นให้ได้ ถ้าหากว่าบางครั้ง เห็นเหลือบ่ากว่าแรงนัก เราก็สามารถประสานพลังได้ อ้าว พาลูกศิษย์ไปวัดบ้าง ไปกราบหลวงปู่ หลวงตาที่มีความรู้ความสามารถ ช่วยอบรมสั่งสอนให้ เป็นครั้งคราวอาจจะไปเช้าเย็นกลับ บางทีอาจจะนิมนต์ท่านมาสอนที่โรงเรียนก็ตาม ไปกราบท่านถึงวัดก็ตาม หรือว่าอาจจะมีการจัดปฏิบัติธรรม 2 วัน 3 วัน ก็ตาม หากิจกรรมธรรมะต่างๆให้เด็กมาร่วม เพื่อกระตุ้นความตื่นตัวในการศึกษาธรรมะ ในการฝึกอบรมปฏิบัติตัวเองให้เป็นคนดี รักบุญกลัวบาป เข้าใจเรื่องกฏแห่งกรรมก็ตาม หรือหาสื่อดีๆให้ศิษย์ของเราเองได้ดูได้ชม เพื่อสร้างเสริมเขาให้เป็นคนที่ทั้งเก่งด้วย แล้วก็ดีด้วย คุณครูคนไหนสามารถทำได้อย่างนี้ละก็ นั่นคือปูชนียบุคคลของศิษย์อย่างแท้จริง ถ้าคุณครูทั้งประเทศช่วยกันคนละไม้คนละมือ เยาวชนทั้ง 13 ล้านคนระบบการศึกษา จะเป็นเด็กทั้งเก่งแล้วด็ดี แล้วเราจะตอบได้เลยว่า อนาคตของประเทศไทยของเรา ก็จะสว่างไสวแล้วก็เป็นปิ่นนานาประเทศ เป็นแบบอย่างแก่สังคมโลกได้อย่างแท้จริง โดยมีหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา เป็นประทีปส่องทางชีวิต แล้วก็อาศัยคุณครูทั้งหลาย เป็นผู้ประสานเอาพระธรรมคำสอนนี้ ไปสู่ใจของเยาวชนทั้งประเทศ
วันครู 16 มกราคมของทุกปี
ประวัติความเป็นมาของวันครู
มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความ เห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษา ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู
ด้วยเหตุนี้ในทุก ๆ ปี คุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญ คุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามปัญหาข้อข้องใจต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของ คุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบ ข้อสงสัยสถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา ปี พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า
“ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือ ว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมี บุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บันดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ได้แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับคนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง”
จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความคิดเห็นของครูที่ แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่น ๆ ที่ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครู ในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติ เห็น ควรให้มีวันครูเพื่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครู กับประชาชน
ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2499 ให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็น “วันครู” โดย เอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2488 เป็นวันครูและให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดัง กล่าวได้
วันครูทางพระพุทธศาสนา คือวันอะไร
ถ้าเราถือว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นเป็นบรมครูของเรา วันที่เนื่องด้วยพระองค์ก็คือวันวิสาขะบูชา ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน จะถือวันนี้ก็คงจะได้ เราไม่ได้มีการกำหนดตายตัวหรอก แต่ถือวันนี้ก็ได้เหมือนกัน หรือว่าบางท่านอาจจะถือว่าพระธรรมเป็นใหญ่ ก็อาจจะถือวันที่พระองค์แสดงธรรมครั้งแรก ก็คือวันอาสาฬหะบูชาก็ได้ ที่พระองค์แสดงปฐมเทศนาธัมมจักรกัปปวัฒนสูตรให้กับปัญจวัคคี ก็ได้เหมือนกัน
การบูชาพระคุณของครู ในทางพระพุทธศาสนามีวิธีการอย่างไร
สุดยอดของการบูชาคือการปฏิบัติบูชา ทำตามสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์สอนเอาไว้ หลักก็คือสำหรับพวกเราที่ครองเรือนอยู่ วิถีชีวิตชาวพุทธก็คือ ให้ทาน รักษาศีล แล้วก็ตั้งใจเจริญสมาธิ(Meditation)ภาวนา
บทสวดเคารพครู
(สวดนำ) ปาเจราจริยาโหนฺติ (รับพร้อมกัน) คุณุตฺตรานุสาสกา
ปญฺญาวุฑฺฒิกเร เต เต ทินฺโนวาเท นมามิหํ
สวดทำนองสรภัญญะ<
(สวดนำ) อนึ่งข้าคำนับน้อม (รับพร้อมกัน) ต่อพระครูผู้การุณย์
โอบเอื้อและเจือจุน อนุศาสน์ทุกสิ่งสรรพ์
ยัง บ ทราบก็ได้ทราบ ทั้งบุญบาปทุกสิ่งอัน
ชี้แจงและแบ่งปัน ขยายอรรถให้ชัดเจน
จิตมากด้วยเมตตา และกรุณา บ เอียงเอน
เหมือนท่านมาแกล้งเกณฑ์ ให้ฉลาดและแหลมคม
ขจัดเขลาบรรเทาโม หะจิตมืดที่งุนงม
กังขา ณ อารมณ์ ก็สว่างกระจ่างใจ
คุณส่วนนี้ควรนับ ถือว่าเลิศ ณ แดนไตร
ควรนึกและตรึกใน จิตน้อมนิยมชม
(กราบ)
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์มีวิธีการสั่งสอนอย่างไร
โดยรวมก็คือว่า แนะให้รู้แล้วก็ทำให้ดูอย่างนั้นแหละ ชี้แจงสอนแล้วก็วิถีชีวิตพระองค์เองก็เป็นมาตรฐานแห่งการประพฤติปฏิบัติของเหล่าสาวกทั้งปวง นั่นเป็นอย่างนั้น ก็วิธีการสอนของพระองค์ก็มีหลายรูปแบบ พระองค์จะต้องถือว่าเป็นผู้ที่มีศิลปะการสอนชั้นเลิศ จะสอนอะไรไม่ใช่เจอแล้วก็สอนเหมือนกันทุกคนไม่ใช่ แต่ว่าพระองค์ใช้การระลึกชาติไปดูก่อนว่า บุคคลผู้นี้ภพในอดีตเคยสั่งสมอะไรมาบ้าง พอพระองค์สอนผู้ฟังจะมีความรู้สึกว่า แบบ ถ้าใช้ศัพท์ปัจจุบันคือโดนจริงๆเลย โดน ฟังแล้วนี่เข้าใจแล้วก็ซาบซึ้ง บอกเหมือนหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง จุดประทีปในที่มืด เปรียบเทียบอย่างนั้นเลย แล้วพระองค์จะมีศิลปะนะคือว่า ไม่ใช่ว่าเขาทำอะไรไม่ถูกอยู่ๆไปถึงบอก นี่คุณผิดนะอย่างงั้นๆ ไม่ใช่ แต่พระองค์ใช้วิธีการดัด ดัดให้เขาได้คิดขึ้นมา แต่ไม่ใช่ใช้วิธีการสวน
ยกตัวอย่าง มีอยู่คราวหนึ่งพระองค์ไปถึงเห็น สิงฆารกะมานพกำลังยืนไหว้ ไหว้ไปข้างหน้า ไหว้ไปข้างหลัง ไหว้ไปข้างซ้าย ไหว้ไปข้างขวา แล้วก็ไหว้ไปบนฟ้า แล้วก้มไหว้ดินอีก ยืนไหว้อยู่อย่างนี้ ไหว้ไปไหว้มาสลับไปสลับมา เพราะก่อนพ่อแม่จะตายสั่งไว้ว่า ให้ไหว้ทิศทั้ง 6 ซ้ายขวาหน้าหลังบนล่าง ไหว้ทิศทั้ง 6 พระองค์ก็ยืนดู เพราะพระองค์ทราบแล้วที่มาที่ไป แล้วก็บอกสิงฆารกะมานพว่า เขาถามพระพุทธเจ้าว่าในพระพุทธศาสนามีไหว้ทิศไหม พุทธเจ้าบอกมี ทำให้เขาดีใจรู้สึกว่าเหมือนกัน รู้สึกว่าพวกเดียวกัน แต่พระองค์บอกว่าแต่การไหว้ทิศไม่ได้ไหว้อย่างนี้หรอก พอใจเขาเริ่มเปิดเพราะอยากรู้แล้ว แต่บอกว่าไม่ได้ไหว้อย่างนี้เขาก็อยากรู้ถามไหว้ยังไง พระองค์บอกนี่ไหว้อย่างนี้ ทิศเบื้องหน้าคือพ่อแม่ การไหว้คือ ให้ปฏิบัติตัวเราเองกับพ่อแม่ให้ถูกต้องตามหน้าที่ของลูก แล้วพระองค์ก็สอนว่ามีอะไรบ้าง 1,2,3,4,5 ทิศเบื้องหลังคือบุตรภรรยา เพราะเป็นหน้าที่ของเราเองที่มีต่อบุตรภรรยา ฝ่ายหญิงก็ต่อสามีเป็นต้น ทิศเบื้องขวาคือครูบาอาจารย์ ทิศเบื้องซ้ายคือมิตรสหาย ทิศเบื้องล่างก็คือลูกน้องบริวาร ทิศเบื้องบนคือสมณะพราหมณ์ ผู้ทรงศีล หน้าที่ของเราเองที่ปฏิบัติต่อทิศทั้ง 6 นี้ทำอย่างถูกต้องนั่นคือการไหว้ทิศ ทิศ 6 สิงฆารกะมานพพอฟังแล้วใจ สว่างไสว ไหว้ทิศอย่างนี้สุดยอด เยี่ยม ก็ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา แล้วก็ตั้งใจศึกษาธรรมะจากพระพุทธเจ้า นี่เป็นอย่างนี้เห็นไหม นี่คือศิลปะในการสอนของพระองค์
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปเจอคนเคารพพระพรหม พระองค์ก็ไม่ได้บอกว่าไปเคารพทำไม ไม่ถูกอย่างพระองค์บอกว่า เธออยากจะไหว้พรหมตัวจริงไหมล่ะ ให้ถูกหลัก อยากทำยังไงหรือพระยะค่ะ ให้ทำอย่างนี้นะ ให้ประพฤติพรหมวิหารธรรม ธรรมที่เป็นเครื่องอยู่ของพรหม คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นี่แหละทำ 4 ข้อนี้ตัวเองจะได้เป็นพรหมด้วยตั้งแต่เป็นพรหมเดินดินบนโลกเลย ละโลกไปแล้วมีสิทธิ์เป็นพรหมอยู่บนสวรรค์ชั้นอรูปภพ อรูปพรหม เป็นต้น
พระองค์ยังมีศิลปะในการขยายแล้วก็ให้นัยยะที่ถูกต้อง ซึ่งมีความลุ่มลึกลึกซึ้งอย่างเรื่องทิศ 6 พระเจ้าอโศกมหาราชถึงขนาดทำจาลึกพระเจ้าอโศกแกะสลักในหิน แล้วก็ส่งไปปิดประกาศตั้งไว้ในดินแดนพระองค์ตลอดทั้งอินเดีย บอกว่าให้ผสกนิกรตั้งใจศึกษาทิศทั้ง 6 ที่พุทธเจ้าสอนไว้ให้ดี เพราะพระองค์เห็นว่าแค่ทิศ 6 หมวดธรรมเดียวก็ได้อะไรตั้งหลายอย่าง ถ้าเกิดประชากรของพระองค์ตั้งใจปฏิบัติตามทิศ 6 บ้านเมืองสงบร่มเย็นเจริญรุ่งเรืองแน่นอน ถึงขนาดจาลึกอโศกสั่งให้ศึกษาเลย
มีอยู่คราวหนึ่งพระองค์เสด็จไปในชนบท แล้วก็มีกสิภาระทวาชพราหมณ์ กำลังไถนาอยู่ เป็นชาวนาแต่ชาวนาแบบรวย ทำนากันขนานใหญ่ พอเจอพุทธเจ้าเขาก็รู้ว่าเป็นนักบวช บอกว่า พุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ไถ และหว่านแล้วย่อมบริโภค พระองค์ล่ะ ก็ควรจะไถและหว่านแล้วบริโภคเช่นกัน ถ้าพูดภาษาปัจจุบันคือ อย่ามาขอนะฉันต้องทำงานถึงจะมีกินพูดง่ายๆ ไถและหว่าน แล้วบริโภค ถ้าพระองค์อยากจะบริโภคก็ต้องไถและหว่านต้องทำงานเหมือนกัน เรียกว่าเราเคยเจอคนประเภทนี้ ยุคปัจจุบัน มีชนิดที่ว่า พระไม่ทำงานเบียดเบียนสังคมหรือเปล่า ต้องทำงานสิถึงจะมีกิน อย่างนี้ พุทธเจ้าพระองค์ตอบว่าดูก่อนพราหมณ์ ตถาคต ไถและหว่านแล้วจึงบริโภค พราหมณ์ชักงงแล้วมองพุทธเจ้า ข้าพระองค์ไม่เห็นพระองค์มีไถอยู่ที่ไหนเลยเชือกก็ไม่เห็น ปฏักตระแบกอะไรต่างๆที่ไถ คันไถอะไรก็ไม่เห็นเลย แล้วพระองค์บอกว่าไถและหว่านยังไงไม่เข้าใจ เห็นเดินถือบาตรมาเท่านั้นเอง พระองค์ว่า
ศรัทธาเป็นพืช เหมือนกับเป็นเมล็ดพันธุ์ที่หว่านไป ความเพียรนี่จะเป็นฝนโปรยปรายให้ศรัทธานี้งอกงาม ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ หิริคือความละอายต่อบาปนั้นจะเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติของเราเป็นผาน ผานที่ตักดินขึ้นมานี่นะ และปฏักเรามีกายคุ้มครองแล้ว มีวาจาคุ้มครองแล้ว เป็นผู้สำรวมแล้วในการบริโภคอาหาร เราทำการดายหญ้า หญ้าในที่นี้ก็คือวาจาสัปปรับที่กลับไปกลับมาไม่จริง ด้วยคำสัตย์ โสรัจจะ ของเราเป็นเครื่องให้แล้วเสร็จงาน ความเพียรของเราเป็นเครื่องนำธุระไปให้สมหวัง นำไปถึงความเกษมจากกิเลสทั้งปวงไม่ถอยหลัง นำไปยังที่ซึ่งบุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก เราทำนาอย่างนี้ นาที่เราทำย่อมมีผลเป็นอมตะ บุคคลทำนาอย่างนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้
กสิภาระทวาชพราหมณ์ กราบทูลว่า ท่านพระโคดมผู้เป็นชาวนาขอพระองค์จงบริโภคอมตะผลที่ท่านพระโคดมไถนั้นเถิด ยังแค่เชื่อท่านทำนาอย่างนั้นท่านก็บริโภคอย่างนั้นก็อมตะผลนี่นะพูดอย่างนั้น พุทธเจ้าบอกว่า เราไม่พึงบริโภคโภชนะซึ่งได้เพราะความขับกล่อมไม่ใช่มาพูดเพราะๆอย่างที่ นักบวชศาสนาอื่นมาแสดงดนตรีอะไรต่อมิอะไรต่างๆไม่ใช่ ดูก่อนพราหมณ์ นี่เป็นธรรมบุคคลที่เห็นอรรถและธรรมอยู่ ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมรังเกียจโภชนะที่ได้เพราะการขับกล่อม ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่ ความเป็นไป (ก็คือการประกอบอาชีพนี้ก็ยังมีอยู่) ท่านจงบำรุงซึ่งพระขีณาสพ(ก็คือพระอรหันต์ทั้งสิ้น) ผู้แสวงหาคุณใหญ่ มีความคะนองระงับแล้วด้วยข้าวน้ำอันอื่น เพราะว่าการบำรุงนั้นเป็นนาบุญของผู้มุ่งบุญ คือปูมาแต่คนนั้นอาจจะมีทิฏฐิอยู่
กสิภาระทวาชพราหมณ์ กราบทูลพุทธเจ้าบอกว่า ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักมองเห็นได้ ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฝากคุณครูทั้งหลาย จะเป็นยอดครูละก็ ต้องศึกษาวิธีการสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราจะได้ข้อคิดทั้งวิธีการถ่ายทอด ทั้งเนื้อหาสาระที่พระองค์ให้ แล้วยิ่งศึกษาจะยิ่งมีความซาบซึ้งในพระคุณของพระองค์
การระลึกนึกถึงพระคุณของคุณครู ในสมัยโบราณมีลักษณะอย่างไร
สาระหลักของการไหว้ครูคือการแสดงความเคารพระลึกถึงพระคุณของท่าน มอบกายถวายตัวให้กับท่าน ให้ท่านอบรมสั่งสอนมันเป็นอย่างนั้น แต่การแสดงออกก็จะมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละที่กันไป อย่างเช่นในบางที่ก็ใช้วิธีการประกาศปฏิญาณตน บางที่ก็ใช้วิธีการว่าเอาข้าวตอกดอกมะเขือแล้วก็หญ้าแพรกต่างๆไปไหว้ครู เป็นต้น บ้างก็ใช้วิธีการแสดงออกโดยการประทักษิณ อย่างในพระพุทธศาสนาเรา การจะแสดงความเคารพ เราจะใช้การประทักษิณ เราคงได้ยินคำนี้ ประทักษิณอย่างเช่นว่าจะแสดงความเคารพพระพุทธรูป พระประธานในโบสถ์ ก็ประทักษิณรอบโบสถ์ เวียนเทียนนั่นเอง ก็คือเดินแล้วก็ด้วยอาการสำรวมเช่นพนมมือหรือสวดมนต์ไปเป็นต้น แล้วให้ขวามือของเรา อยู่ใกล้กับสิ่งที่เราแสดงความเคารพ เช่นจะเดินผ่านโบสถ์ก็ให้ขวามือเราเองอยู่ใกล้โบสถ์ แล้วก็เดินวนรอบ เรียกว่าเวียนประทักษิณ เจริญพร จะเป็นสถูปเจดีย์ต่างๆประทักษิณคือ เอาขวามือเราอยู่ใกล้สิ่งนั้นแล้วก็เดินรอบ 3 รอบโดยทั่วไป ก็เป็นการแสดงออกซึ่งความเคารพได้เหมือนกัน สำคัญที่ใจ แต่การแสดงออกทางกาย วาจา ก็มีผลเพราะว่า มันจะสื่อเนื่องไปถึงใจด้วย
สิ่งที่แสดงออกสูงที่สุดคือปฏิบัติบูชา การแสดงความเคารพบูชาครูบาอาจารย์ ดีที่สุดคือปฏิบัติบูชา คือทำตามคำสอนของท่าน หน้าที่ของครูมี 2 อย่าง คือแนะให้รู้กับทำให้ดู แนะนำนั่นเองแหละ แนะคือสอนให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร นำก็คือทำให้ดูเป็นตัวอย่าง การประพฤติปฏิบัติของครูทำให้ดูเป็นตัวอย่าง 2 อย่างประกอบคือหน้าที่หลักของครู หน้าที่ของศิษย์เองก็จะต้องตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามเรียกว่าปฏิบัติบูชา ครูบาอาจารย์สอนอะไรไม่ใช่เข้าหูซ้ายออกหูขวา แต่ใส่ใจรับฟังศึกษาให้เข้าใจแล้วก็นำมาปฏิบัติเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นตัว เป็นตนของเราเอง จนซึมเข้าไปในใจของเราเป็นวิถีชีวิตของเราเอง อันนี้คือการปฏิบัติบูชาที่ดีที่สุด ถือเป็นการบูชาอันสูงสุด
ในทางพระพุทธศาสนาของเรานี่ ครูผู้ยิ่งใหญ่ของเราคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระบรมครูนั่น เอง เรารู้จักพระพุทธเจ้าในฐานะ ผู้เป็นพระบรมครู ศาสดาเอกของโลก เราจึงควรศึกษาของดีๆ ที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา เพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่สังคมอย่างกว้างขวาง
พระพุทธเจ้าในสมัยเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี จากอาจารย์ที่มีชื่อเสียง คือ อาจารย์วิศวามิตร วิชาที่ทรงศึกษา คือ ศิลปศาสตร์ 18 ประการ อันเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้จะเป็นกษัตริย์ จะต้องศึกษาศิลปศาสตร์ 18 ประการ คือ
1. ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
2. รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
3. นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
4. พาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
5. อักษรศาสตร์ วิชาวรรณคดี
6. นิรุกติศาสตร์ วิชาภาษาทั้งของตน และของชนชาติ ที่เกี่ยวข้องกัน
7. คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
8. โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาว
9. ภูมิศาสตร์ วิชาดูพื้นที่ และรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
10.โหราศาสตร์ วิชาโหรรู้จักพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ
11.เวชศาสตร์ วิชาแพทย์
12.เหตุศาสตร์ วิชาว่าด้วยเหตุผล หรือตรรกวิทยา
13.สัตวศาสตร์ วิชาดูลักษณะสัตว์ และรู้เสียงสัตว์ว่าดี หรือร้าย
14.โยคศาสตร์ วิชาช่างกล
15.ศาสนศาสตร์ วิชาศาสนารู้ความเป็นมา และหลักศาสนาทุกศาสนา
16.มายาศาสตร์ วิชาอุบาย หรือตำหรับพิชัยสงคราม
17.คันธัพพศาสตร์ วิชาร้องรำหรือนาฎยศาสตร์ และวิชาดนตรีหรือดุริยางค์ศาสตร์
18.ฉันทศาสตร์ วิชาการประพันธ์
พระพุทธเจ้าทรงศึกษาศิลปศาสตร์ 18 ประการนี้ จนมีความรู้แตกฉาน ยากที่หาใครเสมอเหมือนได้ จึง กล่าวได้ว่า พระองค์ทรงมีความรู้ ในทางโลกเพียบพร้อม เป็นอย่างดีอยู่แล้ว เมื่อได้เสด็จออกบรรพชา พระองค์ทรงได้ศึกษาเพิ่มเติมจากอาฬารดาบส และอุททกดาบส ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา และทรงบำเพ็ญเพียรทางจิตใจ จนได้ตรัสรู้ พระองค์จึงทรงพร้อมที่จะสอนบุคคลทุกชั้น ตั้งแต่คนธรรมดา จนถึงนักปราชญ์ และเทวดา ทุกโอกาสและสถานที่ เราลองมาพิจารณาการสอนแบบพระพุทธเจ้ากัน
ทรงพร้อมที่จะสอน
ทรงสอนด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
ทรงสอนโดยมีจุดมุ่งหมาย
ทรงสอนโดยคำนึงถึงความพร้อมของผู้ฟัง
ทรงสอนโดยคำนึงถึงความแตกต่างฯ
ทรงสอนโดยใช้สื่อภาษาที่เข้าใจง่าย
ทรงสอนจากสิ่งที่รู้ไปหาสิ่งที่ไม่รู้
ทรงสอนจากยากไปหาง่าย
ทรงสอนโดยจัดคำสอนเป็นข้อๆ
ทรงสอนตามความเข้าใจของผู้อื่น
ทรงสอนโดยวิธีซักถาม
ทรงสอนให้ผู้ฟังลงมือปฎิบัติ
ทรงสอนโดยใช้อุปกรณ์การสอน
ทรงสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาฯ
แหละนี่คือ หลักการสอนการปฏิบัติตนของพระบรมครูผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนี่ ที่เราทุกคนควรนำหลักไปปฏิบัติ เพื่อให้สันติสุขบังเกิดขึ้นแก่โลกใบนี้
วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557
นโยบายการศึกษาของไทยกับโลกปัจจุบัน
ทุกวันนี้มีนักวิชาการและบุคคลต่างๆออกมาวิเคราะห์และวิจารณ์การจัดการศึกษาของไทยมากมาย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เป็นไปในทางลบ ทั้งระบบการจัดการศึกษา และคุณภาพของผู้เรียน ส่วนใหญ่มุ่งไปที่การเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว จนทำให้การศึกษาของไทยและมาตรฐานผู้เรียนของไทยก้าวไม่ทันโลก จึงสมควรที่จะหันกลับมามองและคิดใหม่ว่าเกิดอะไรขึ้น โดยวิเคราะห์นโยบายการจัดการศึกษาของไทย และพิจารณาว่ามีแนวทางใดที่จะพัฒนาการศึกษาของไทยในปัจจุบัน และวางแผนเกี่ยวกับการศึกษาในอนาคตของไทย โดยการพัฒนาต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ สอดคล้องกับความเป็นไทยในบริบทโลก ถ้าจะมาวิเคราะห์นโยบายการศึกษาไทย จะพบว่ามีกำหนดไว้ในเอกสารของทางราชการหลายแห่ง แหล่งที่สำคัญมี 4 แหล่ง คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แผนการศึกษาแห่งชาติ แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ และนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา (สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย. 2536 :379-381) นโยบายสมัยดั้งเดิมของไทยเป็นการศึกษาตามอัธยาศัย ยังไม่มีระบบโรงเรียน การศึกษาสมัยใหม่เริ่มในรัชกาลที่ 5 เน้นผลิตกำลังคนเข้ารับราชการ นโยบายการศึกษาสมัยเริ่มการปกครองระบอบประชาธิปไตย เน้นพื้นฐานการเป็นพลเมืองดี การเรียนรู้ระบอบประชาธิปไตย ในช่วงยุคสงครามโลกเน้นความเป็นชาตินิยม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เน้นการขยายตัวของการศึกษาทุกระดับ ในสมัยประชาธิปไตยเปลี่ยนชื่อโครงการศึกษามาเป็นแผนการศึกษาชาติ และมีการกำหนดนโยบายการศึกษาในรัฐธรรมนูญและนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร จนกระทั่งนโยบายการศึกษาสมัยพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ กำหนดนโยบายและทิศทางของการพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มีการขยายการศึกษาทุกระดับ โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษาและอุดมศึกษา และเมื่อพิจารณานัยแห่งเจตนารมณ์บางมาตราในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้แสดงเจตจำนงของรัฐและรัฐบาลอย่างชัดเจนในเรื่องนโยบายการศึกษาของไทย โดยให้มีการปฏิรูปการศึกษาขึ้น ซึ่งถ้าวิเคราะห์องค์ประอบของนโยบายการศึกษานี้ ตามแนวทางทั้ง 4 ลักษณะ ตามโครงสร้างและกระบวนการ คือ
1. นโยบายในฐานะแม่บทของการบริหาร
2. นโยบายในฐานะส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาการศึกษา
3. นโยบายในฐานะเป็นกรอบของการปฏิบัติ
4. นโยบายในฐานะเป็นกระบวนการ
จะเห็นว่านโยบายการศึกษามีความชัดเจนเป็นแม่บทของการบริหาร ครอบคลุมหน่วยงานทุกระดับ เป็นแม่บทของการดำเนินงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และยังมีการกำหนดเงื่อนไขของระยะเวลาที่ปฏิบัติ มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาของชาติ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจลังคม ซึ่งมีการปรับตามความ
เหมาะสมว่าควรเร่งพัฒนาคนอย่างไร ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 8 จนถึงปัจจุบันฉบับที่ 10 ก็ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน ซึ่งหมายถึงพัฒนาการศึกษาให้ทันยุคทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และนโยบายในฐานะที่เป็นกรอบของการปฏิบัติ คือ มีทั้งแนวทางปฏิบัติและกฎเกณฑ์ปรากฏชัดในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ส่วนในฐานะของกระบวนการ ก็คือ เมื่อมีการกำหนดนโยบาย ก็ต้องมีการนำโยบายไปปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติก็ต้องมีการประเมินผล และนำผลย้อนกลับมาพิจารณาตัดสินว่า นโยบายควรมีพลวัต ควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิก ซึ่งประการนี้ก็ปรากฏให้เห็นว่า เจตจำนงของผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายมีการพิจารณาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจริง ดังปรากฏตามวาระเมื่อมีการเปลี่ยนสมัยของรัฐบาลเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาระสำคัญของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติในรูปนโยบายและแผน เป็นที่เข้าใจกันแล้วว่าชัดเจน ซึ่งถ้าเปรียบนโยบายเป็นหางเสือในการเดินเรือไปตามทิศทางที่กำหนด และแผนเป็นการจัดเตรียมสัมภาระต่างๆที่ใช้ในการเดินเรือ ตลอดจนตรวจสภาพเรือก่อนออกเดินทาง นโยบายและแผนก็ดูเหมือนพร้อมที่จะนำพาการศึกษาของไทยไปสู่จุดมุ่งหมาย ถ้าพิจารณาวัตถุประสงค์ ที่ว่าจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (มาตรา 6) โดยมุ่งปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รวมทั้งส่งเริมศาสนา ศิลปวัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งพาตนเองมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง (มาตรา 7) (สำนักนโยบายและแผนการศึกษาฯ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2543) ทิศทางก็ยิ่งชัดเจน ส่วนนโยบายข้อที่ 1 คือ ความเสมอภาคของโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เร่งจัดการศึกษาให้บุคลมีสิทธิและโอกาสเท่าเทียมกัน ในการเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยมีเป้าหมายความสำเร็จภายในไม่เกิน 5 ปี นโยบายข้อที่ 2 เป็นเรื่องการพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา ซึ่งก็กำหนดระยะเวลาการปฏิบัติไว้ นโยบายข้อที่ 3 เกี่ยวกับปฏิรูประบบริหารและการจัดการศึกษา ซึ่งนำไปสู่การกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการมีส่วนร่วมของส่วนที่เกี่ยวข้อง นโยบายข้อที่ 4 ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ทำให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการผลิตครู การส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพ การพัฒนาบุคลากรทางด้านการศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐานเหมาะสมกับการเป็นวิชาชัพชั้นสูง(มาตรา 9 (4), 52) นโยบายข้อที่ 5 หลักสูตร และนโยบายข้อที่ 6 กระบวนการเรียนรู้ จะเห็นว่านโยบาย 2 ข้อนี้ทำให้เกิดการปฏิรูปการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ นโยบายข้อที่ 7 เกี่ยวกับทรัพยากรและการ
ลงทุนเพื่อการศึกษาและนโยบายข้อที่ 8 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จากพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งได้มีแนวทางและกติกาการจัดรูปแบบการจัดการศึกษาของชาติไว้อย่างละเอียดและครบถ้วนสมบูรณ์ จึงนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษา 5 ด้าน ซึ่งเรียกโดยทั่วไปว่า “ปัญจปฏิรูป” (ธีระ รุญเจริญ. 2550: 9) การนำนโยบายการศึกษาไปปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ มีการประเมินตลอดทั้งผู้ที่อยู่ในแวดวงวิชาการการศึกษาและบุคคลทั่วไป รวมทั้งมีนักวิชาการทำการวิจัยถึงผลของการปฏิบัติการ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวให้รับทราบกันตลอดเวลา เพราะแนวทางหนึ่งในการกำกับนโยบายก็คือ การศึกษาข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในการกำกับติดตามนโยบาย ที่ดูเหมือนคนในชาติแทบทุกส่วนพยายามทำหน้าที่นี้ ซึ่งก็เป็นข้อดีสำหรับผู้มีอำนาจหรือผู้มีหน้าที่ในการตัดสินใจกำหนดนโยบายจะได้มีข้อมูลประกอบการพิจารณา ดังเช่นในรัฐบาลปัจจุบันที่มีศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสะอ้าน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีวาระการทำงานเพียง 1 ปี ได้แถลงนโยบายทิศทางการปฏิรูปการศึกษา ว่าในช่วงเวลาประมาณ 1 ปีจะต้องทำงานด้านการศึกษาให้เป็นรูปธรรม โดยทบทวน 3 ประเด็นหลัก อันเป็นที่มาของนโยบายการศึกษาดังนี้
1. การปรับแก้ไขปัญหาอุปสรรคการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาลที่แล้ว ได้แก่ การจัดอัตรารับรองข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และปัญหาเงินวิทยฐานะ
2. การเสริมเติมเต็มการปฏิรูปการศึกษาให้เดินทั้งระบบและครบกระบวนการ 3. ปรับแต่งให้การปฏิรูปการศึกษาสอดคล้อง-สนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลง และได้นำ
3. ส่วนนี้มากำหนดเป็นนโยบายปฏิรูปการศึกษา 6 ประการ ซึ่งได้แก่
3.1. เร่งรัดการปฏิรูปการศึกษาโดยยึดคุณธรรมนำความรู้
3.2. ขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานของประชาชนให้กว้างขวางและทั่วถึง โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
3.3. พัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ
3.4. กระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่และสถานศึกษา
3.5. การมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคเอกชนและท้องถิ่น
3.6. การพัฒนาการศึกษาในพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้
(สร.สาร สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ.7(พ.ย. 2549:1-5) นอกจากนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้บรรยายในงานเฉลิมฉลอง “5 ทศวรรษ ครุศาสตร์ จุฬาฯ-ร่วมเฉลิมฉลอง 90 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ 115 ปีการฝึกหัดครูไทย” เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2550 ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับโอกาสและความหวังของการศึกษาไทย โดยวิเคราะห์ว่าโอกาสและความหวังของการศึกษาไทยขึ้นอยู่กับปัจจัย 5 ประการ โดยปัจจัย 2 ประการแรก คือ เจตจำนงแห่งรัฐและเจตจำนงแห่งรัฐบาลนั้นเป็นโอกาส เนื่องจากมีความชัดเจนในนโยบายที่สนับสนุนด้านการศึกษา ปัจจัยที่ 3 คือเจตจำนงแห่งประชาชน ก็ถือเป็นปัจจัยสนับสนุน
เพราะประชาชนทุกระดับให้ความสนใจในเรื่องการศึกษามากขึ้น แต่ปัญหา คือ ปัจจัยที่ 4 ประเทศไทยนั้นยังวิกฤตเรื่องขาดภาวะผู้นำทางการศึกษา ทั้งระดับรัฐและระดับองค์การ จึงสมควรที่จะสร้างผู้นำไม่ใช่รอให้เกิดเอง และปัจจัยสุดท้าย ปัจจัยเกื้อหนุนด้านทรัพยากรและเทคโนโลยี ซึ่งยังขาดกระบวนการบริหารจัดการที่ดี ให้ทรัพยากรที่มีสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด แต่ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โลกดูเหมือนจะถูกย่อให้เล็กลงด้วยวิทยาการก้าวหน้าด้านการสื่อสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้กลายเป็นโลกไร้พรมแดน และทำให้คนบนโลกทีการติดต่อสื่อสารกันอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การผสมผสานความคิด ค่านิยม ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างมวลมนุษยชาติหรือที่เรียกว่า “โลกาภิวัฒน์” ที่นำโลกเข้าสู่ยุคแห่งการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศใหม่ อันมีผลกระทบต่อทุกชาติ ทุกภาษารวมทั้งประเทศไทย ถึงแม้กระแสโลกาภิวัฒน์จะมีประโยชน์มากมายแต่ก็นำมาซึ่งสิ่งไม่ดีที่แฝงมาด้วย และก่อให้เกิดโทษมากมาย ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันทุกวันนี้ มีข่าวและประเด็นต่างๆที่มีผู้นำเสนอผลงานวิจัยบ้าง ออกมาวิจารณ์แสดงความคิดเห็นบ้าง ถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย ทั้งการปฏิรูปการศึกษาที่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ คุณภาพผู้เรียนตกต่ำ ปัญหาครูไม่มีคุภาพ หลักสูตรไม่สอดคล้องกับความต้องการบ้าง ซึ่งผลงานส่วนใหญ่กระทรวงศึกษาก็รับไปเต็มๆ เช่น ตัวอย่างข่าวการศึกษา (คม-ชัด-ลึก 17 สิงหาคม 2550) ระบบการศึกษาไทยห่วย มหาวิทยาลัยถูกคุมเข้ม-หลักสูตรไม่ได้มาตรฐาน ศ.ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม กล่าวเปิดพร้อมปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 3Ø ปี ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโก-มหาวิยาลัยหอการค้าไทย เรื่อง ยุทธศาสตร์ด้านไอทีต่อการพัฒนาองค์ความรู้ ตอนหนึ่งได้กล่าวถึงปัญหา ระบบการศึกษาไทยระดับอุดมศึกษาค่อนข้างแย่มาก เนื่องจากมหาวิทยาลัยถูกควบคุมเยอะมาก หลักสูตรไม่ได้มาตรฐาน นักศึกษามีความรู้ด้านภาษาอังกฤษไม่ดี รศ.วิทยา เชียงกูลควรสนับสนุนให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนา คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต นำเสนอผลงานวิจัย เรื่อง สภาวะการศึกษาไทย ปีพ.ศ. 2549-2550 “รัฐบาลจัดสรรงบด้านการศึกษาให้ถึง 21% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ –จีดีพี แต่ตัวเลขของเด็กที่มีโอกาสเข้าเรียนในระดับอนุบาลและประถมศึกษาลดลงจากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว นักวิชาการชี้ปัญหาการศึกษาไทยถึงขั้นโคม่า(กรุงเทพธุรกิจออนไลน์: 17 นักวิชาการชี้ปัญหาการศึกษาไทยถึงขั้นโคม่า สิงหาคม 2550) ทั้งปัญหาขาดคนเก่งมาเป็นครู ใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ มาตรฐานผู้เรียนค่อนข้างวิกฤต มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เอกชนยังมีส่วนร่วมจัดการศึกษาไม่เต็มที่ แถมไร้ผู้นำทางการศึกษาในทุกระดับ ดร.เลขา(ข้อคิดจาก ศ.ดร.บุญเสริม วีสกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาการศึกษา) ปิยะอัจฉริยะ และคุณหญิง กษมา วรวรรณ ณอยุธยา มีความเห็นตรงกันกับการลดขนาดศธ. รศ.ดร.พฤทธิ์Øและเตรียมงบอุดหนุน
เขตพื้นที่การศึกษาให้มีความพร้อม ศิริบรรณพิทักษ์ คณะบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าปฏิรูปการศึกษามาทุกทิศทุกทางแล้ว เพียงแต่ยังเดินหน้ามาไม่ถึงครึ่งทาง หากต้องการยกระดับการศึกษาให้เห็นหน้าเห็นหลัง ก็ควรใช้ทรัพยากรมากกว่านี้ แต่เมื่อภาครัฐมีทรัพยากรจำกัด ก็ควรให้องค์กรอื่นร่วมจัดการศึกษา ประเทศต่างๆต้องมีพลวัต คือความสามารถในการปรับตัวสูง ให้คนในชาติมีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคม จึงจำเป็นที่ประเทศต่างๆจะต้องมีหลักที่ดีในการสงวนรักษาเอกลักษณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมของตนเอง คนในชาติต้องมีปัญญาที่จะไตร่ตรอง และมีความรู้เท่าทันความเจริญทางวัตถุ มีความพอดีในการแสวงหาปัจจัยต่างๆ เพื่อสามารถก้าวทันโลกได้อย่างมั่นคงและรู้เท่าทัน ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ไม่ว่าประเทศพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ก็มีประเด็นปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญๆดังนี้
1. การกระจายอำนาจการบริหารการศึกษาสู่โรงเรียนหรือสถานศึกษา
2. การประกันคุณภาพ
3. การฝึกหัดครูและความเป็นผู้นำในด้านการศึกษา
4. การให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชนมีส่วนร่วมจัดการศึกษาในโรงเรียน
5. งบประมาณและการโอนการศึกษาให้ภาคเอกชน
6. การขยายการศึกษาขั้นพื้นฐาน
7. การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการศึกษา
8. การศึกษากับประเด็นทางการเมือง
มีหลายแนวคิดที่เสนอแนะให้กับการพัฒนาการศึกษาของไทย เริ่มมีคนบางกลุ่มที่ไมเชื่อในระบบโรงเรียน ได้นำการจัดการศึกษาโดยครอบครัวหรือ Home School มาใช้อีก การศึกษาไทยในทศวรรษนี้ หรือการที่กระแสโลกาภิวัฒน์ทำให้โลกแคบเข้า เกิดความร่วมมือและแข่งขันในด้านต่างๆสูง จำเป็นต้องสร้างปัจจัยอันเป็นข้อได้เปรียบในการพัฒนา โดยพัฒนาคุณภาพประชากร กำลังคน เทคโนโลยีสารสนเทศ การให้คนไดรับการศึกษาสูงขึ้น โดยมุ่งการศึกษาตลอดชีวิต โดยการมุ่งการศึกษาตลอดชีวิต เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ เร่งการกระจายโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้มากขึ้น ปรับปรุงโครงสร้างและระบบการบริหารมหาวิทยาลัยของรัฐให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ มีอีกแนวทางที่น่าสนใจ ในหนังสือ อาจารย์มืออาชีพ : แนวคิด เครื่องมือ และการพัฒนา ซึ่งมี ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ เป็นบรรณาธิการ เสนอ แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอนในสังคมฐานความรู้ (สุดาพร ลักษณียนาวิน .2550) การพัฒนาประเทศไทยซึ่งมีภาคเกษตรเป็นฐานสำคัญทางเศรษฐกิจ ควรพัฒนาสินค้าทางเกษตรให้เป็นอุตสาหกรรมการเกษตร หรือสินค้าแปรรูปจึงจะเหมาะสมการศึกษาต้องเกิดจากความเข้าใจสภาพของผู้เรียนรวมทั้งสภาพ
สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างกิจกรรมที่เหมาะสมกับระดับและศักยภาพของผู้เรียน เช่น ผู้สอน เพื่อนร่วมชั้นเรียน สื่อ รวมทั้งสภาพสังคมนอกห้องเรียน การศึกษาตามทฤษฎีสานสร้างความรู้จากสังคม มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมสารสนเทศ ทั้งนี้เพราะผู้เรียนสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งแนวคิดนี้เสนอวิธีการเรียนการสอนหลายรูปแบบที่น่าสนใจ ได้แก่ การเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน (Team-Based Learning) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem -Based Learning) การเรียนรู้ที่มีวิจัยเป็นฐาน (Research-Based Learning) และการเรียนรู้ด้วยการตกผลึกทางปัญญา (Crystal-Based Learning) ในภาพรวมสรุปว่านโยบายการศึกษาของไทยนั้นชัดเจน ทั้งกฎหมายที่เป็นบทบัญญัติ ทั้งภาคการเมืองและประชาชนก็มีส่วนสนับสนุน แต่การที่ยังไม่ส่งผลในการพัฒนาประเทศและประชาชนไทยนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ถ้าจะเทียบกับประเทศที่ประสบผลสำเร็จในด้านการศึกษา เช่น ผู้นำและผู้กำหนดนโยบายในหลายประเทศได้สร้างวิสัยทัศน์ขึ้น โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการศึกษา ให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าของการพัฒนาประเทศและสังคมโลกที่มีการแข่งขันสูง รัฐบาลมาเลเซียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ ได้เสนอวิสัยทัศน์ 2020 โดยเน้นว่า การศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความเป็นเอกภาพของประเทศ ความเสมอภาคในสังคม และความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สิงคโปร์ กำหนดวิสัยทัศน์ “โรงเรียนแห่งความคิด ชาติแห่งการเรียนรู้” และรณรงค์ให้การเรียนรู้เป็นวัฒนธรรมของชาติ ส่วนจีน ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง ไทย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ต่างทบทวนจุดมุ่งหมายทางการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในทศวรรษใหม่(ศูนย์ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปฏิรูปการศึกษา.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2543:49-56) โดยรวมนโยบายการศึกษาของไทยมีความชัดเจน ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งทุกคนต้องถือปฏิบัติ และได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย ส่วนการนำนโยบายทางการศึกษาไปใช้ ในระยะเวลาที่ผ่านมาสำหรับการศึกษาของไทย มีทั้งส่วนที่ประสบผลสำเร็จและส่วนที่ยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโลกาภิวัตน์มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของไทย คงต้องใช้เวลาในการพัฒนาต่อไป โดยเร่งสร้างเร่งพัฒนาผู้นำทางการศึกษา ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปรูปแบบการเรียนการสอนใหม่เพื่อสร้างคุณภาพให้ผู้เรียนที่จะต้องก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะไม่มีนโยบายใดที่นำไปปฏิบัติแล้วได้ผลเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ในทันที และใช่ว่าประเทศอื่นจะไม่ประสบปัญหา เพราะประเด็นปัญหาที่หลายประเทศต้องเผชิญ เมื่อนำนโยบายด้านการศึกษาโดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษาไปใช้ในการกระจายอำนาจการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียน ปัญหาที่พบได้แก่ ความมีอิสระในการบริหารตนเอง กับความจำเป็นที่ต้องมีการตรวจสอบ การกระจายอำนาจการบริหารกับความเสมอภาคทางการศึกษา การ
เปลี่ยนแลงเทคโนโลยีและวัฒนธรรม การกระจายอำนาจการบริหารกับผลที่ได้รับ รวมถึงการลดขนาดหน่วยงานกลางลงเมื่อมีการกระจายอำนาจ ซึ่งปัญหาก็ขึ้นกับบริบทของประเทศ การจะแก้ปัญหาต้องพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม พิจารณาถึงความเป็นไปได้ของประเทศไทย เอกสารอ้างอิง งานจัดการฐานข้อมูล กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ ศูนย์สารสนเทศ สำนักปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ. 2549.
แหล่งที่มา: www.moe.go.th. เรื่องการศึกษาของไทยในอดีต. ไพฑูรย์ สินลารัตน์. 2550. อาจารย์มืออาชีพ : แนวคิด เครื่องมือ และการพัฒนา. กรุงเทพมหานคร: เครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพอาจารย์และองค์กรระดับอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย. ธีระ รุญเจริญ. 2550. ความเป็นมืออาชีพในการจัดการและบริหารการศึกษา ยุคปฏิรูปการศึกษา . กรุงเทพมหานคร: บริษัท แอล.ที.เพรส. จำกัด. วิตร ศรีสอ้าน. 2544. หน่วยที่ 1 แนวคิดและหลักการเกี่ยวกับนโยบาย ประมวลสาระชุดวิชานโยบายและการวางแผนการศึกษา .พิมพ์ครั้งที่ 3.นนทบุรี: สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ศูนย์ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปฏิรูปการศึกษา.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2543. การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทางการศึกษา ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก : แนวโน้มและประเด็นสำคัญ Educational Change and Development in the Asia-Pacific region : trends and issues . กรุงเทพมหานคร:ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟันนี่พลับบลิชชิ่ง. สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ. 2549. นโยบายทิศทางการปฏิรูปการศึกษา :ยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ. สร.สาร. 7(พฤศจิกายน):1-5. สำนักนโยบายและแผนการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. 2543. การวิเคราะห์ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติในรูปแบนโยบายและแผน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา.
นโยบายและการวางแผนการศึกษา
การวางแผนการศึกษา เป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งของผู้บริหารการศึกษาทุกระดับ เนื่องจากการวางแผนเป็นขั้นตอนแรกที่จะต้องดำเนินการก่อนสิ่งอื่น ๆ ทั้งสิ้น มิฉะนั้นแล้วผู้บริหารจะไม่มีกรอบ หรือเค้าโครงการดำเนินงานที่ต่อเนื่องและสัมพันธ์กัน หรือกล่าวได้ว่า ไม่มีคู่มือที่ใช้กำกับควบคุมการดำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาที่กำหนดไว้ การวางแผนการศึกษาจึงสำคัญยิ่งต่อการบริหารจัดการศึกษาให้ประสบความสำเร็จ ที่ควรเกิดจากผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายร่วมกันวางแผนอย่างเป็นกระบวนการ โดยอาศัยการรวบรวมข้อมูลสารสนเทศ การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของการจัดการศึกษา การกำหนดวัตถุประสงค์ การจัดทำแผน การจัดทำรายละเอียดของแผน การนำแผนไปปฏิบัติ การติดตามประเมินผล
การวางแผนการศึกษา ให้ประสบความสำเร็จ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองฯลฯ เป็นไปตามความต้องการและบรรลุเป้าหมายของหน่วยงานการคึกษาแต่ละระดับ จำเป็นต้องศึกษา วิเคราะห์พิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายการศึกษา แผนพัฒนาฯ นโยบายทางการศึกษา ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาโดยตรงมี 2 มาตรา คือ
1.1 มาตรา 43 บุคคลย่อมมีสิทธิ์เสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย …
1.2 มาตรา 81 รัฐต้องจัดการศึกษา อบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษา อบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคม …
จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ นั่นก็คือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษามี 2 มาตรา คือ
2.1 มาตรา 49 บุคคลย่อมมีสิทธิ์เสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย …
2.2 มาตรา 50 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ…
3. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
3.1 มาตรา 33 สภาการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมแห่งชาติ มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาของชาติ นโยบายและแผนด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม…
จาก พรบ. 2542 มาตรา 33 ทำให้เกิดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาของชาติขึ้นมาใช้ในการบริหารจัดการศึกษาของไทย
3.2 มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อ พัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
3.3 มาตรา 7 ในกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับ การเมือง การปกครอง ในระบอบปชต. K และส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ…
3.4 มาตรา 8 การจัดการศึกษาให้ยึหลัก 1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน 2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
3.4 มาตรา 10 การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย …
เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายและหลักการของการศึกษา จึงกำหนดแนวการจัดการศึกษาในมาตรา22-30 ซึ่งอยู่ในหมวด 4 ของ พรบ. ซึ่งถือเป็นหัวใจของ พรบ.ในการที่จะจัดการศึกษาให้ประสบความสำเร็จ บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
3.5 มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
3. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 11 พ.ศ. 2555 – 2559
สศช. ได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของงภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ และทิศทางการพัฒนาประเทศ เห็นพ้องร่วมกันน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญา
นำทางในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งให้เกิดภูมิคุ้มกันและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการพัฒนาสู่ความสมดุลและยั่งยืน เตรียมความพร้อม คน สังคม และระบบเศรษฐกิจให้สามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนและสังคมให้มีคุณภาพ มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร รวมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์บนพื้นฐานการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
4. แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2552 – 2559
สาระสำคัญของแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 — 2559)
แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับเดิม (พ.ศ. 2545 — 2559) นั้น เป็นแผนระยะยาวที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จึงเห็นควรให้คงปรัชญาหลัก เจตนารมณ์ และวัตถุประสงค์ของแผนฉบับเดิมไว้ แล้วปรับปรุงในส่วนของนโยบายเป้าหมาย และกรอบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
ปรัชญาหลักและกรอบแนวคิด
การจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 — 2559) ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยึดทางสายกลางอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลพอดี รู้จักพอประมาณ อย่างมีเหตุผล มีความรอบรู้เท่าทันโลก เพื่อมุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย เกิดการบูรณาการแบบองค์รวมที่ยึด “คน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมี “ดุลยภาพ” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม เป็นแผนที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬากับการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาการศึกษากับการพัฒนาด้านต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นต้น โดยคำนึงถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
เจตนารมณ์ของแผน
แผนการศึกษาแห่งชาติมีเจตนารมณ์เพื่อมุ่ง
(1) พัฒนาชีวิตให้เป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข”
(2) พัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีความเข้มแข็งและมีดุลยภาพใน 3 ด้าน คือ เป็นสังคมคุณภาพ สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ และสังคมสมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน
วัตถุประสงค์ของแผน
เพื่อให้บรรลุตามปรัชญาหลักและเจตนารมณ์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 — 2559)
จึงกำหนดวัตถุประสงค์ของแผนฯ ที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1. พัฒนาคนอย่างรอบด้านและสมดุลเพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนา
2. เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
3. เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน และสร้างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
แนวนโยบาย เป้าหมาย และกรอบการดำเนินงาน
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสามประการดังกล่าว ประกอบกับการคำนึงถึงทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคตที่เน้นการใช้ความรู้เป็นฐานของการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประชากร สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้กำหนดแนวนโยบายในแต่ละวัตถุประสงค์ ดังนี้
วัตถุประสงค์ 1 พัฒนาคนอย่างรอบด้าน และสมดุล เพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนาแนวนโยบาย
1.1 พัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ในทุกระดับและประเภทการศึกษา
1.2 ปลูกฝังและเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม มีจิตสำนึกและมีความภูมิใจในความเป็นไทย มีระเบียบวินัย มีจิตสาธารณะ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และรังเกียจการทุจริต ต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง
1.3 เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิตได้มีโอกาสเข้าถึงบริการการศึกษาและการเรียนรู้ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ ยากจน อยู่ในท้องถิ่นห่างไกล ทุรกันดาร
1.4 ผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน และร่วมมือกับนานาประเทศ
1.5 พัฒนามาตรฐานและระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ทั้งระบบประกันคุณภาพภายในและระบบการประกันคุณภาพภายนอก
1.6 ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานมีคุณธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
วัตถุประสงค์ 2 สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
แนวนโยบาย
2.1 ส่งเสริมการจัดการศึกษา อบรม และเรียนรู้ของสถาบันศาสนา และสถาบันทางสังคมทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
2.2 ส่งเสริมสนับสนุนเครือข่ายภูมิปัญญา และการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม พลศึกษา กีฬาเป็นวิถีชีวิตอย่างมีคุณภาพและตลอดชีวิต
2.3 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา พัฒนาระบบบริหารจัดการความรู้ และสร้างกลไกการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์
วัตถุประสงค์ 3 พัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคม เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน และสร้างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
แนวนโยบาย
3.1 พัฒนาและนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพ เพิ่มโอกาสทางการศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
3.2 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ โดยเร่งรัดกระจายอำนาจการบริหารและจัดการศึกษาไปสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
3.3 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ประชาชน ประชาสังคม และทุกภาคส่วนของสังคมในการบริหารจัดการศึกษา และสนับสนุนส่งเสริมการศึกษา
3.4 ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ และการลงทุนเพื่อการศึกษา ตลอดจนบริหารจัดการ และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
3.5 ส่งเสริมความร่วมมือระหว่าประเทศด้านการศึกษา พัฒนาความเป็นสากลของการศึกษา เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ขณะเดียวกันสามารถอยู่ร่วมกันกับพลโลกอย่างสันติสุข มีการพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกัน
ขั้นตอนการทำแผนกลยุทธ์(แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2555-2558)
1. รวบรวมข้อมูลสารสนเทศ
แหล่งข้อมูลสารสนเทศที่นำมาใช้ประกอบการจัดทำแผนฯ มี รธน. พรบ.การศึกษา แผนการศึกษาแห่งชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายทางการศึกษาของรัฐบาล แผนสพฐ. ยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา การวิจัย แนวคิดทฤษฎี SBM รายงานผลการประเมินตนเองSAR รายงานผลการประเมินภายนอก
2. วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโรงเรียน
ด้วยเทคนิค SWOT ภายใน 2S โครงสร้าง และ การให้บริการ 4M อ่อน – แข็ง
ภายนอก STEP สังคม เทคโน เศรษฐกิจ การเมือง โอกาส(เอื้อ) -อุปสรรค
3. การประเมินสถานภาพของโรงเรียน
ว่าอยู่ในจุด/ตำแหน่งใด เอื้อและแข็ง ตำแหน่ง ดาว เอื้อแต่อ่อน ตำแหน่ง เครื่องหมายคำถาม ไม่เอื้อแต่แข็ง ตำแหน่ง วัวแม่ลูกอ่อน ไม่เอื้อและอ่อน ตำแหน่ง หรือสุนัขจนตรอก
4. การจัดวางทิศทางของโรงเรียน
กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และ เป้าประสงค์
5. การกำหนดกลยุทธ์ของโรงเรียน
กำหนดกลยุทธ์(นโยบาย)จะถูกกำหนดเป็นแผนงาน ให้สอดคล้องกับพันธกิจ
มีกลยุทธ์ระดับองค์กร(หน่วยงาน) ระดับแผนงาน และระดับโครงการ
(แต่ละแผนงานก็จะกำหนดโครงการมารองรับ)
การเลือกกลยุทธ์ให้เลือกใช้ตามสถานภาพ เช่น เอื้อและแข็ง ใช้กลยุทธ์สร้างความเจริญเติบโต ขยาย พัฒนา ส่งเสริม เอื้อแต่อ่อน ใช้กลยุทธ์ความถนัด เร่งรัด ปรับปรุงกระบวนท่าแก้ไขจุดอ่อนถายใน ส่งเสริมพร้อมรับโอกาส ไม่เอื้อแต่แข็ง ใช้กลยุทธ์รักษาเสถียรภาพ การปรับปรุงกิจกรรมที่ดำเนินอยู่ ชะลอเพื่อรอโอกาสและจังหวะ ไม่เอื้อและอ่อน ใช้กลยุทธ์ การตัดทอน ยกเลิก ยุบ ควบกิจการ หลบภัยอุปสรรค รีบแก้ไขปัญหาภายใน เป็นต้น
6. การดำเนินการ/ปฏิบัติตามแผน
เป็นการปฏิบัติงานตามโครงการที่จัดทำซึ่งถือเป็นการดำเนินงานให้บรรลุตามแผนงาน ตามกลยุทธ์ของโรงเรียน
7. การติดตามประเมินผล รายงานผลการปฏิบัติงาน
การติดตามประเมินผลโครงการถือเป็นการติดตามผลการดำเนินงานให้บรรลุตามแผนงาน ตามกลยุทธ์ของโรงเรียน เพราะโครงการเป็นสื่อ/เครื่องมือของการปฏิบัติงานตามแผนงานหรือตามกลยุทธ์ของโรงเรียนนั่นเอง โรงเรียนจะประเมินโครงการ แล้วจัดทำรายงานผลการประเมินโครงการ
ตัวอย่าง
โรงเรียนวัดท่ายาง เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอน 3 ระดับ (อนุบาล ประถมและ ม.ต้น) มีนักเรียน 819 คน บุคลากร ครู 46 คน (ผบ. 3 คน ครู40 ลูกจ้างประจำ 1 ลูกจ้างชั่วคราว 2) เป็นโรงเรียนแกนนำการทำวิจัยในชั้นเรียน ปฐมวัยต้นแบบประจำอำเภอ โรงเรียนผู้นำการเปลี่ยนแปลง โรงเรียนระบบดีโรงเรียนมีคุณภาพ ต้นแบบโรงเรียนดีใกล้บ้าน(ในฝัน รุ่น 2) และ เป็นโรงเรียนแกนนำการใช้หลักสูตร แกนกลางฯ 2551 บริหารจัดการสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน(SBM)
ใช้แหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ มาประกอบการจัดทำแผนฯ เช่น รธน. พรบ.การศึกษา แผนการศึกษาแห่งชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายทางการศึกษาของรัฐบาล แผนสพฐ. ยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา การวิจัย หลักสูตรแกนกลางฯ2551 แนวคิดทฤษฎี SBM รายงานผลการประเมินตนเองSAR รายงานผลการประเมินภายนอก ปรากฏผลดังนี้
1. โรงเรียนบริหารจัดการสอดคล้องตามกฎหมาย นโยบายการศึกษาที่เกี่ยวข้อง แผนพัฒนาฯ หลักสูตรแกนกลางฯ2551
2. โครงการในปีที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จทุกโครงการ ยกเว้นกิจกรรมการยกผลสัมฤทธิ์ และกิจกรรมการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาจัดการเรียนการสอน ยังควรพัฒนาให้สูงขึ้น
3. กิจกรรม/โครงการดีเด่นเป็นพิเศษ มี การจัดทำวิจัยในชั้นเรียน การส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ การบริหารและพัฒนาหลักสูตร ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ผลการวิเคราะห์วิเคราะห์สภาพแวดล้อมของโรงเรียนด้วยเทคนิค SWOT ปรากฏผลดังนี้
1. สภาพแวดล้อมภายใน
2S โรงเรียนมีการจัดแผนภูมิโครงสร้างการบริหารงานที่ชัดเจนสะดวกในการบริหารจัดการ กำหนดนโยบาย กลยุทธ์ที่ชัดเจน และ มีผลผลิตและการให้บริการที่มีคุณภาพ
4M โรงเรียนมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการปฏิบัติงาน มีงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล และชุมชนสนับสนุน มีวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้สะดวกต่อการปฏิบัติงาน และมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ(โรงเรียนระบบดี โรงเรียนมีคุณภาพ)
ทำให้สภาพแวดล้อมภายในของโรงเรียน เป็นจุดแข็ง พร้อมที่จะส่งเสริม พัฒนาคุณภาพการศึกษา ได้เป็นอย่างดี
2. สภาพแวดล้อมภายนอก
STEP ด้านสังคมและวัฒนธรรม โรงเรียนตั้งอยู่ในสภาพชุมชนเมือง การคมนาคมสะดวก สภาพสังคมและวัฒนธรรมที่ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาแก่บุตรหลาน
ด้านเทคโนโลยี ในชุมชนมีร้านบริการสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในชีวิตประจำวัน
ด้านเศรษฐกิจ ผู้ปกครองนักเรียนมีฐานะทางเศรษฐกิจปานกลาง – ดี มีสภาพคล่อง พร้อมสนับสนุนการศึกษา
ด้านการเมือง นโยบายรัฐบาล โรงเรียนตั้งอยู่ในเขตเทศบาลมีโอกาสได้รับงบประมาณสนับสนุนในการจัดการศึกษา และรัฐบาลดูแลช่วยเหลือจัดสรรงบประมาณ วัสดุ สื่อการสอนฯ เป็นอย่างดี
สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นโอกาสจึงเอื้อต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน
ผลการประเมินสถานภาพของโรงเรียน
พบว่าอยู่ในตำแหน่ง ดาว คือ เอื้อและแข็ง
-สภาพแวดล้อมภายในของโรงเรียน เป็นจุดแข็ง พร้อมที่จะส่งเสริม พัฒนาคุณภาพการศึกษา ได้เป็นอย่างดี
-สภาพแวดล้อมภายนอกเป็นโอกาสจึงเอื้อต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียน
การจัดวางทิศทางของโรงเรียน
1.กำหนดวิสัยทัศน์
“โรงเรียนวัดท่ายางจัดการศึกษาโดยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ให้นักเรียนมีคุณธรรม น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ใส่ใจเทคโนโลยี มีสุขภาพสมบูรณ์ เพิ่มพูนทักษะวิชาการ สืบสานภูมิปัญญา พัฒนาสู่สากล”
2.กำหนดพันธกิจ
1. โรงเรียนบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ ภายใต้การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
2. ปลูกจิตสำนึกให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย และรักความเป็นไทย
3. ส่งเสริมให้บุคลากรในโรงเรียนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในวิถีชีวิต
4. เสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในโรงเรียนด้านเทคโนโลยี
5. ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสุขนิสัย สุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี มีสุนทรียภาพ สมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกันสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
6. ยกระดับผลสัมฤทธิ์และส่งเสริมผู้เรียนให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ
7. ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอก ภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน สถานประกอบการฯลฯ
8. พัฒนาความสามารถทางด้านภาษาของผู้เรียน ให้สื่อสารได้อย่างน้อย 2 ภาษา
9. พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และทักษะในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
3.กำหนดเป้าประสงค์
1. โรงเรียนมีการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ ภายใต้การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
2. ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย และรักความเป็นไทย
3. บุคลากรในโรงเรียนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในวิถีชีวิต
4. บุคลากรในโรงเรียนมีศักยภาพด้านเทคโนโลยี
5. ผู้เรียนมีสุขนิสัย สุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี มีสุนทรียภาพ สมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกันสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
6.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติ 5 กลุ่มสาระหลักสูงกว่าหรือเทียบเท่าระดับชาติ และผู้เรียนได้รับการส่งเสริมให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ
7.ผู้เรียนศึกษาเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอก ภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน สถานประกอบการฯลฯ
8.ผู้เรียนสื่อสารได้อย่างน้อย 2 ภาษา
9.บุคลากรมีความรู้และทักษะในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
กำหนดกลยุทธ์ของโรงเรียน
1. บริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ ภายใต้การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
2. พัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือ ระบบกิจกรรมนักเรียนให้มีประสิทธิภาพ ให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีงาม รักษ์สิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง การปกครอง ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม มีวินัย และรักความเป็นไทย
3. ส่งเสริมบุคลากรในโรงเรียนให้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในวิถีชีวิต
4. เสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในโรงเรียนด้านเทคโนโลยี รักการเรียนรู้ ใช้แหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกนอก ภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน สถานประกอบการฯลฯ เพื่อพัฒนาด้านความรู้ เจตคติ และทักษะในการปฏิบัติงาน
5. ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสุขนิสัย สุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี มีสุนทรียภาพ สมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
6. ยกระดับผลสัมฤทธิ์และส่งเสริมผู้เรียนให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ
7.พัฒนาความสามารถในการคิด การแก้ปัญหา การสื่อสารของผู้เรียน ให้สื่อสารได้อย่างน้อย 2 ภาษา เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซี่ยน
8.พัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ให้มีความรู้และทักษะในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และนำกระบวนการวิจัยมาใช้พัฒนาการศึกษา
จัดทำกรอบกลยุทธ์พัฒนาคุณภาพการศึกษา
จัดทำในรูปตาราง ประกอบด้วยสดมภ์ของ กลยุทธ์ เป้าประสงค์ ตัวชี้วัดความสำเร็จ และ เป้าหมายผลผลิต4ปี
จัดทำโครงการสนับสนุนกลยุทธ์
จัดทำในรูปตาราง ประกอบด้วยสดมภ์ของ โครงการ/กิจกรรม วัตถุประสงค์ เป้าหมาย งบประมาณปีที่ดำเนินการ (4 ปี)
ดำเนินการ/ปฏิบัติตามแผน
เป็นการปฏิบัติงานตามโครงการที่จัดทำขึ้นในปีนั้น ซึ่งถือเป็นการดำเนินงานให้บรรลุตามแผนงาน ตามกลยุทธ์ของโรงเรียน
ติดตามประเมินผล รายงานผลการปฏิบัติงาน
การติดตามประเมินผลโครงการถือเป็นการติดตามผลการดำเนินงานให้บรรลุตามแผนงาน ตามกลยุทธ์ของโรงเรียน เพราะโครงการเป็นสื่อ/เครื่องมือของการปฏิบัติงานตามแผนงานหรือตามกลยุทธ์ของโรงเรียนนั่นเอง โรงเรียนจะประเมินโครงการ แล้วจัดทำรายงานผลการประเมินโครงการ เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นในปีต่อไป
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)








